|
 |
ฉันรู้สึกเป็นเกียรติมากที่ได้มาอยู่ในประเทศอันยิ่งใหญ่แห่งนี้
เป็นประเทศแห่งความเจริญรุ่งเรือง
สันติภาพ ความรักความกรุณาและมนุษยธรรม
เพราะประเทศของพวกท่านมีสิ่งซึ่งอีกหลายๆ
ประเทศไม่มี ได้แก่ ความอบอุ่น
และความรักตามประสามนุษย์ที่มีต่อกันและกัน
รวมทั้งระดับมาตรฐานของจิตใจอันสูงส่ง
ฉันรู้สึกซาบซึ้งใจมากที่ทราบว่า
ในประเทศของท่านไม่มีการตัดสินโทษถึงขั้นประหารชีวิต
ซึ่งแสดงว่าในดินแดนแห่งนี้ ความรัก
ปกครองอยู่เหนือทุกสิ่งทุกอย่าง
ขอให้เราหวังว่าประเทศอื่นๆ
จะได้เรียนรู้จากตัวอย่างของพวกท่าน
ให้พระเจ้าเป็นผู้มอบความยุติธรรม
และไม่มีการแก้แค้นกันเอง |
|
|
ฉันได้มีโอกาสพูดคุยกับบุคคลบางคนซึ่งอาศัยอยู่ในดินแดนแห่งนี้
ตัวอย่างเช่น ผู้อพยพ ผู้ลี้ภัยชาวเอาแลคซึ่งได้รับการต้อนรับเข้ามาอยู่ในประเทศของท่านด้วยความรักและไม่มีการแบ่งแยก
พวกเขามีความสุขมากในประเทศแห่งนี้ ฉันมั่นใจว่าสิ่งนี้จะช่วยเพิ่มผลบุญและพระพรมากมายมาสู่ประเทศอันยิ่งใหญ่ซึ่งพวกท่านอาศัยอยู่
เฉพาะประเทศที่มีระดับจิตใจสูงส่งมากเท่านั้น
ที่จะสามารถมีคุณสมบัติดีๆ เหล่านี้อยู่ในครอบครอง
อันได้แก่ ความรัก ความกรุณา
การไม่แบ่งแยกเชื้อชาติเผ่าพันธุ์
การไม่แยกเขาแยกเรา หากทุกชาติเป็นเช่นนี้
อย่างน้อยโลกของเราก็คงจะกลายเป็นสวรรค์น้อยๆ
ไปแล้ว |
|
เราคือพระเจ้า
|
|
น่าเสียดายที่มีสิ่งต่างๆ
มากมายที่คอยขัดขวางมิให้ผู้คนสามารถเข้าใจสัจธรรมขั้นพื้นฐานว่า
ความรักคือกฎอันยิ่งใหญ่ที่สุดในจักรวาล ดังนั้น
หลายๆ
คนจึงไม่ได้มีความสุขในชีวิตอย่างที่เขาควรจะมี |
|
ยิ่งเรายึดติดกับชีวิตแน่นแฟ้นมากเท่าไร
เราก็จะยิ่งมีความสุขกับรสชาติของชีวิตได้น้อยลงเท่านั้น
ดังนั้น คนที่รู้แจ้งจึงมีความสุขมากขึ้น
และได้รับความพอใจมากขึ้น
เมื่อพวกเขามีภาวะจิตใจที่มั่นคง
เขาก็สามารถจะทำสิ่งที่น่าพิศวงได้มากมาย
เพราะพวกเขาเงียบสงบพอที่จะเข้าใจว่าปัญญาของเขาอยู่ที่ไหน
ความยิ่งใหญ่ของเขาอยู่ที่ไหน
และสามารถใช้ประโยชน์จากสิ่งนี้ได้ |
|
เวลาที่เรามีเรื่องวุ่นวาย
อยู่ในภาวะที่กระวนกระวายหรือต้องรีบเร่ง
ส่วนใหญ่แล้วเราก็จะลืมสิ่งที่เราต้องการจะทำ
หรือทำสิ่งต่างๆ ออกมาอย่างไม่สมบูรณ์ ดังนั้น
จิตใจอันสงบของผู้รู้แจ้งจึงสามารถมองเห็นสิ่งต่างๆ
ได้อย่างชัดเจนมากกว่าเดิม
นี่แหละคือเหตุผลที่อยู่เบื้องหลังศาสตร์แขนงนี้ |
|
จงหยุดนิ่งและรู้ตัวว่าฉันนั้นคือพระเจ้า ตัวฉัน
ในที่นี้คือใครกัน? ก็คือ ผู้ที่
อาศัยอยู่ภายในตัวเรา นี่แหละคือ ตัวตน
ที่แท้จริง ดังนั้น เราจึงเป็นพระเจ้า
การตระหนักรู้ในเรื่องนี้ไม่ใช่เกิดจากการที่เราได้ยินคนพูดแบบนั้น
หรือเกิดจากความเชื่อแต่เพียงอย่างเดียว
แต่เกิดจากการตระหนักรู้ด้วยตัวของเราเอง
จำเป็นต้องมีเทคนิคพิเศษเหมือนกันศาสตร์แขนงอื่นๆ
ด้วยเช่นเดียวกัน |
|
เราเรียนรู้และมีความชำนาญในเรื่องต่างๆ
ของชีวิตก็โดยอาศัยการทดลองทำด้วยตนเองทั้งสิ้น
ในทำนองเดียวกัน
การรู้แจ้งก็สามารถเกิดขึ้นได้ด้วยความพยายามมานะบากบั่น
และด้วยประสบการณ์ของตนเอง
เพราะฉะนั้นสิ่งนี้จึงคงอยู่ตลอดไป
นี่คือเหตุผลที่ทำไมเราจึงได้ยินบรรดานักบุญและนักปราชญ์จำนวนมากในทุกยุคทุกสมัยกล่าวว่า
เราคือพระเจ้า พระเจ้าอยู่ในตัวเรา
ถ้าพระเจ้าอยู่ในตัวเราก็หมายความว่าเรากับพระเจ้าเป็นหนึ่งเดียวกัน
ถ้าเรากับพระเจ้าเป็นหนึ่งเดียวกัน
เราก็คือพระเจ้า
แต่ถึงแม้เราจะได้ยินเช่นนี้มาหลายครั้งหลายหน
เคยอ่านคัมภีร์ไบเบิลมาหลายเล่ม
เคยอ่านวาทะของบุคคลผู้ยิ่งใหญ่ เช่น พระพุทธเจ้า
พระโมฮัมเหม็ด และท่านอื่นๆ อีกมาก
แต่เราก็ไม่สามารถเชื่ออย่างจริงจังว่าเราเป็นเช่นนั้น
เราไม่สามารถค้นพบพระเจ้าซึ่งควรจะต้องอาศัยอยู่ภายในตัวเรา
ทั้งนี้ก็เพราะเราขาดประสบการณ์ของตัวเราเอง
เราไม่ได้รู้สิ่งนี้ด้วยการค้นพบของตัวเราเอง
เราเพียงแต่ได้ยินมาเท่านั้น |
|
ในสมัยโบราณ
เมื่อวิทยาศาสตร์ยังเจริญก้าวหน้าเหมือนในปัจจุบัน
เราก็มีปัญหามากมาย แม้แต่ฝนก็ยังทำให้เราวุ่นวาย
แม้แต่หิมะก็ยังทำให้เรากังวล
ไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตาม เรื่องเล็กๆ
หรือเรื่องใหญ่ๆ
ก็สามารถขัดขวางภารกิจประจำวันของเราได้
ตัวอย่างเช่น ตอนนี้เรามีร่ม มีเสื้อกันฝน
เราก็สามารถเดินฝ่าฝนได้
เรายังสามารถมีความสุขกับฝน
และทำงานในขณะที่ฝนตกได้
ยิ่งกว่านั้นเรายังมีรถยนต์ รถประจำทาง
เรามีสิ่งต่างๆ
มากมายที่จะป้องกันตัวเราจากการเปลี่ยนแปลงของอากาศที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ
ดังนั้นเราจึงมีความสะดวกสบายมาก |
|
ในสมัยก่อน
ถ้าเราจะจัดให้มีการพบปะกันอย่างที่เรามีในวันนี้
พวกเราหลายคนที่อาศัยอยู่ห่างไกลมากๆ
ก็คงไม่สามารถอยู่ที่นี่ได้
ไม่ใช่เพียงเพราะระยะทางเท่านั้น แต่อาจเกิดจากฝน
อากาศ หรืออะไรอย่างอื่นก็ได้ ดังนั้นในสมัยโบราณ
คนจึงต้องหลบซ่อนตัวอยู่ในถ้ำ ในภูเขา ใต้ต้นไม้
เพื่อป้องกันตัวเองจากภัยธรรมชาติ
ในปัจจุบันหลายคนก็ยังทำเช่นนี้อยู่ เช่น
ในประเทศที่ยังไม่มีการพัฒนาบางประเทศซึ่งไม่ควรจะต้องเป็นเช่นนั้น
การรู้แจ้งก็เหมือนกัน
ก็คล้ายกับเป็นการเพิ่มความสะดวกสบายให้แก่ชีวิตของเรา
ทำให้เรามีความสุขไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์เช่นไร
สมมุติว่าเราไม่มีเสื้อกันฝน ไม่มีร่ม ไม่มีรถยนต์
หากวันหนึ่งมีฝนตกเราก็ต้องหยุดงานทุกอย่างที่เราจะทำ
เลิกทำสิ่งต่างๆ ที่เราอยากจะทำ
หรือต้องการจะทำให้สำเร็จ |
|
หากจะเปลี่ยนแปลงโลก
ก็ต้องเปลี่ยนแปลงตัวเอง |
|
ในทำนองเดียวกัน หากเรารู้แจ้งชีวิตก็จะดีเยี่ยม
จะไม่มีอะไรในชีวิตที่เรียกได้ว่าเป็นความทุกข์ความน่ากลัวหรือปัญหาวุ่นวาย
การที่เรามีสิ่งเหล่านี้ก็เพราะเราขาดการป้องกันเท่านั้นเอง
ยกตัวอย่างเช่น ฝน ถ้าหากไม่มีฝนตกเราก็จะไม่มีน้ำ
ไม่มีต้นไม้ ไม้ดอกต่างๆ
ก็จะไม่สามารถเจริญเติบโตได้ พืชผลต่างๆ
ที่เราต้องใช้ในการยังชีพก็ไม่สามารถเจริญได้
ดังนั้น ฝนก็ไม่ใช่สิ่งเลวรายอะไรในตัวของมันเอง
แต่ที่มันทำให้เกิดความวุ่นวายก็เพราะเราไม่มีร่ม
เราจึงต้องเดินอยู่ในความหนาวเย็นเป็นระยะทางหลายไมล์
เราจะรู้สึกหนาวสั่น เราจะเป็นหวัด เราจะเจ็บป่วย
และเราอาจจะเสียชีวิตก็ได้
ถึงแม้ว่าฝนนั้นจะเป็นเพียงปรากฏการณ์ของธรรมชาติซึ่งมีประโยชน์
และมีอันตรายน้อยมาก ดังนั้น
หากเราไม่มีเครื่องมือป้องกันตัวของเรา
แม้แต่ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่สวยงามก็ยังกลายเป็นอันตรายต่อตัวเราได้ |
|
ดังนั้น
คนจำนวนมากจึงอยากจะเปลี่ยนแปลงโลก
เปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของเรา
แต่บรรดานักปราชญ์ผู้รู้แจ้งกลับกล่าวว่า ไม่ใช่!
ต้องเปลี่ยนตัวเธอเอง
เพราะถ้าเธอเปลี่ยนแปลงตนเอง
เราก็จะเปลี่ยนแปลงโลกรอบๆ ตัวเรา
และถึงแม้โลกจะยังคงเป็นเหมือนเดิมอย่างที่เป็นอยู่ตอนนี้เราก็จะไม่ได้รับผลกระทบเลย
หากแต่ละคนเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ก็ไม่จำเป็นต้องมีสงคราม
และจะไม่มีอุบัติภัยต่างๆ เกิดขึ้น หากทุกคนมีร่ม
มีเสื้อกันฝน
มีความจำเป็นอะไรที่จะต้องเปลี่ยนแปลงดินฟ้าอากาศหรือหยุดฝน
หรือทำอิทธิปาฎิหาริย์เพื่อควบคุมฤดูฝนเหมือนกับหลายๆ
คนต้องการจะเรียน และมีพลังปาฎิหาริย์แบบนี้?
มันอาจจะหยุดฝนได้ อาจจะทำให้ฝนตกนานขึ้น
อาจจะหันเหให้มันไปตกที่อื่นได้
และก็ต้องใช้เวลาในการเรียนรู้อิทธิปาฎิหาริย์เหล่านี้มาก
แต่ทำไมเราต้องไปกังวลด้วยล่ะ?
เพียงแต่เราสวมเสื้อกันฝน ซึ่งราคาถูก
เป็นของง่ายๆ และทุกคนก็สามารถใช้ได้ก็เพียงพอแล้ว |
|
ครั้งหนึ่ง
พระพุทธเจ้าต้องการจะนั่งเรือข้ามแม่น้ำแต่เจ้าของเรือไม่ยอมรับท่าน
เพราะท่านไม่มีเงินในตอนนั้น
แน่ล่ะท่านยังเป็นพระภิกษุผู้สละโลกอยู่
ท่านไม่มีทรัพย์สินเงินทองอะไร ดังนั้น
ท่านจึงไม่มีทางเลือกอย่างอื่นจึงต้องเดิมข้ามแม่น้ำไป
ในปัจจุบันนี่ ก็ยังมีพวกโยคีหลายคนในอินเดีย
ทิเบต และที่อื่นๆ ซึ่งสามารถจำทำเช่นนั้นได้ |
|
มีหลายคนถามฉันเกี่ยวกับเรื่องพลังอิทธิปาฏิหาริย์เพราะคนมักจะอยากรู้อยากเห็นในสิ่งที่เขาไม่สามารถจะอธิบายได้
ระวังเรื่องที่วิทยาศาสตร์ถือว่าเป็นสิ่งที่
เป็นไปไม่ได้ ฉันก็ตอบพวกเขาไปว่า ถูกต้อง!
สิ่งเหล่านี้มีจริง
แต่อย่างไรก็ดีเรื่องพวกนี้ไม่ควรนำมาใช้ส่งเดช
และไม่ควรนำมาแสดงเพื่อเป็นการโอ้อวด |
|
แม้แต่พระเยซู
ซึ่งมีพลังอิทธิปาฏิหาริย์มากมายแต่ท่านก็ไม่ได้ใช้มันตลอดเวลา
ท่านระมัดระวังมาก
เพราะฉะนั้นท่านจึงปลุกคนตายเพียงคนเดียวให้ฟื้นคืนชีพได้
ท่านรักษาคนตาบอดเพียงสองคนให้หายจากโรค
ไม่ได้เที่ยวปลุกคนตายให้ฟื้นชีวิตขึ้นมาตลอดเวลา
ถ้าทำแบบนั้นก็จะทำให้กฎแห่งธรรมชาติเกิดความปั่นป่วนวุ่นวาย
เรื่องนี้เป็นสิ่งที่นักบุญผู้รู้แจ้งเขาไม่ทำกัน |
|
แต่ละคนจะต้องเรียนรู้ที่จะมีความปรารถนาอยู่ภายในหัวใจของเขา
ที่จะรู้จักตัวเอง รู้จักพระเจ้า
จากนั้นอาณาจักรของพระเจ้าจึงจะมา
อาจารย์จึงจะมาช่วยบุคคลผู้นั้น
ถ้าเราใช้อิทธิปาฏิหาริย์หรือใช้วิธีเหนือธรรมชาติเพื่อชักจูงให้คนเชื่อถือเรา
เราก็นำคนให้ออกนอกลู่นอกทางโดยไม่รู้ตัว
เพราะเราจะจำกัดพลังของพระเจ้าอยู่เพียงแค่ความสามารถในการทำปาฏิหาริย์เหล่านี้
ซึ่งสิ่งเหล่านี้สามารถเรียนรู้ได้จากบุคคลที่มีความเชี่ยวชาญบางคน
นอกจากนี้การที่เราทำเช่นนี้
จะเป็นการแทรกแซงธรรมชาติ
และแน่นอนเราก็จะนำหายนะมาสู่ตัวเรา
สิ่งที่เราแสวงหา คือ สิ่งที่เป็นนิรันดร เช่น
ปัญญา ความรัก และความยิ่งใหญ่แห่งพลังจักรวาล
ไม่ใช่เพียงแค่การได้รับพลังในระดับต่ำๆ
ที่อยู่ในมุมเล็กๆ เท่านั้น |
|
พลังปาฏิหาริย์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุด
คือ การทำโดยไม่ต้องทำ |
|
เมื่อเราได้รับปัญญาอันยิ่งใหญ่
เราก็จะได้รับพลังอิทธิปาฏิหาริย์จำนวนมากด้วย
แต่ในเวลานั้น เรามีอยู่มาก
มากจนเราไม่รู้ว่าเรามีอยู่มากแค่ไหน และสิ่งต่างๆ
ก็หลังไหลออกมาจากตัวเราโดยอัตโนมัติ
โดยที่เราไม่ได้ตั้งใจจะทำมันเลย
คล้ายกับคนที่รวยมากๆ
เขาก็ไม่รู้ว่าเขามีเงินอยู่เท่าไร
เขาไม่สามารถจะนับมันได้
เขาไม่เคยมีโอกาสเห็นทรัพย์สมบัติทั้งหมดของเขา |
|
ดังนั้น
ผู้ที่รู้แจ้งจึงมีความสุขอยู่ตลอดเวลา
อย่างน้อยในเวลาส่วนใหญ่เขาจะมีความสุขอยู่เสมอ
และแม้ว่าเขาจะต้องเผชิญหน้ากับความไม่มีสุข
ซึ่งถูกนำมาให้เขาโดยการติดต่อใกล้ชิดกับบุคคลที่เขารัก
ในตอนนั้นบางครั้งเขาก็อาจจะได้รับผลกระทบอันเนื่องมาจากความรักที่เขามีต่อบุคคลนั้น
เขาจึงอาจจะแบ่งปันความลำบากหรือความทุกข์ของบุคคลนั้นไว้
แต่ถึงกระนั้นก็ตาม เขาก็จะมีความสงบมากอยู่ภายใน
เขารู้ดีว่าความทุกข์เป็นเพียงสิ่งที่ไม่จีรัง
เขาจะไม่ถูกลากเข้าไปจมอยู่ในความทุกข์เหมือนกับคนส่วนใหญ่
ดังนั้น
ถ้าเราเพียงแต่ต้องการจะมีความสุขในชีวิตนี้
เราก็ควรจะรู้แจ้งด้วย |
|
แน่ละ
ฉันควรจะบอกพวกเธอด้วยว่า เธอจะต้องแสวงหาพระเจ้า
เพื่อเห็นแก่พระเจ้าเท่านั้นไม่เพื่อเห็นแก่ความสุขในชีวิตนี้
แต่ฉันคิดว่าสิ่งเหล่านี้จะมาด้วยกัน
ถ้าเธอรู้แจ้ง เธอก็มีความสุข
และยิ่งเธอมีความสุขมากขึ้น
เธอก็จะเชื่อมั่นในการรู้แจ้งมากขึ้น
เธอจะชื่นชมในธรรมชาติของพระเจ้ามากขึ้นด้วย
จะมีประโยชน์อะไรที่ต้องมาคอยหวังที่จะมีความสุขถาวรในสวรรค์
ในเมื่อเราสามารถจะตักตวงมันได้ที่นี่
แม้จะอยู่ในความมืดและความทุกข์ยากทุกๆ
นาทีของชีวิตของเรา? |
|
ผู้ที่รู้แจ้งจะมีความสุขในทั้งสองโลก
มีความสุขในสวรรค์
และมีความสุขในโลกด้วยในเวลาเดียวกัน ทำไมล่ะ?
ก็เพราะเขารู้ว่าสิ่งใดก็ตามที่เกิดขึ้นในโลกนี้ก็เป็นพระประสงค์ของสวรรค์ด้วย
มันเป็นการจำลองของสิ่งที่เกิดขึ้นจริงๆ
ในอาณาจักรสวรรค์ที่สูงขึ้นไป
และเนื่องจากเขามีความผ่อนคลายอย่างมาก
เขาไม่กลัวอะไรเลย ไม่กระวนกระวายใจ ดังนั้น
ไม่ว่าเขาจะมีความสุขอยู่กับสิ่งใด
เขาก็จะมีความสุขถึงขีดสูงสุด |
|
มีคนจำนวนมากคิดว่า
หลังจากรู้แจ้งแล้วเธออาจจะไม่รู้วิธีรักภรรยาของเธอหรือรักสามีหรือลูกๆ
ของเธออีกต่อไป แต่กลับเป็นเรื่องที่ตรงกันข้าม
เพราะเฉพาะเวลาที่เธอมีความสุขมากๆ
และได้รู้จักคุณค่าในตัวของเธออย่างแท้จริงเท่านั้น
เธอจึงจะสามารถรักผู้อื่นได้อย่างแท้จริง
เพราะเธอได้เห็นเงาสะท้อนของภรรยาอยู่ภายในตัวเธอ
ได้เห็นเงาสะท้อนของตัวเธอเองอยู่ในตัวภรรยา
เธอก็จะเคารพเขาและรักคุณสมบัติที่ดีทุกอย่างที่พระเจ้ามอบให้แก่บุคคลคนนั้น
เพราะเธอตระหนักรู้แล้วว่าพระเจ้าได้ให้อะไรแก่เธออยู่ภายใน
เธอก็ย่อมรู้ว่าพระเจ้าจะมอบคุณสมบัติที่ดีเหล่านั้นให้แก่ทุกๆ
คนเหมือนกัน |
|
แต่บางครั้งเราก็เลือกเดินในทิศทางตรงข้าม ดังนั้น
เราจึงทุกข์ทรมาน และเราก็โทษพระเจ้า เราจะพูดว่า
ทำไมพระเจ้ามีพลานุภาพมากมาย
แต่ไม่สามารถจะเปลี่ยนโลกนี้ให้กลายเป็นสวรรค์
พลังนี้ไม่ได้อยู่ในมือของพระเจ้า
แต่อยู่ในมือของพวกเธอ ฉันรู้สิ่งต่างๆ
เหล่านี้จากประสบการณ์
ไม่ใช่จากหนังสือหรือจากคัมภีร์เล่มไหน
ฉันรู้สิ่งเหล่านี้จากประสบการณ์ในชีวิตของลูกศิษย์ของฉันด้วย
นี่แหละคือเหตุผลที่เรามาพบกันในวันนี้ |
|
ร่วมแบ่งปันความสุขแห่งการรู้แจ้ง |
|
เป็นความมีน้ำใจดีของบันดาลูกศิษย์ของฉันที่ต้องการจะให้พวกเธอได้รับในสิ่งที่เขาได้ค้นพบ
เพราะฉะนั้นพวกเขาจึงต้องฝ่าความยากลำบากต่างๆ
มากมาย รวมทั้งสิ้นเปลืองเวลาและค่าใช้จ่าย
เพื่อที่จะจัดให้มีการพบปะกันในวันนี้
เราไม่ได้ทำสิ่งนี้ด้วยความกระหายที่จะให้พวกเธอ
หันมาปฏิบัติตามหนทางของเรา
แต่เรากระทำไปด้วยทัศนคติอันเปี่ยมสุขของบุคคลที่มีความสุข
ดังนั้น
เราจึงไม่สนใจที่จะต้องสวมใส่ชุดเสื้อผ้าพิเศษที่แสดงถึงการสละโลกให้พวกเธอเกิดความประทับใจ
เราไม่ได้พยายามที่จะทำให้ตัวเรามีลักษณะเป็นผู้ศักดิ์สิทธิ์เพื่อให้เธอเปลี่ยนศาสนา
เราไม่ได้พยายามจะให้อะไรแก่เธอหรือแสดงพลังอิทธิปาฏิหาริย์เพื่อให้เธอเข้ามาอยู่กลุ่มเดียวกับเรา
แต่เราทำในฐานะที่พี่น้องคนหนึ่งจะทำต่ออีกคนหนึ่ง
เรากระทำลงไปก็เพื่อเห็นแก่การกระทำนั้น จริงๆ
แล้ว
เราก็ยังมีความสุขไม่ว่าพวกเธอจะเชื่อหรือไม่เชื่อในเรื่องนี้ก็ตาม
เราจะยังมีความพอใจไม่ว่าพวกเธอจะมาหรือจะไป
เพราะสำหรับเราแล้วไม่มีสิ่งใดที่จะต้องเคร่งเครียดจริงจังอีกต่อไป
ไม่ว่าเราจะทำหรือไม่ทำก็ไม่ต่างอะไรสำหรับเรา |
|
ฉันอาจจะนั่งสบายอยู่บนยอดเขาในฟอร์โมซา
และมีความสุขอยู่กับพลังสมาธิ
หรือฉันอาจจะนั่งอยู่ที่นี่
ได้รู้จักผู้คนในโลกนี้มากขึ้น
ก็ไม่ต่างอะไรสำหรับฉัน ดังนั้น
หากเธอรู้สึกว่าพร้อมทีจะรับความสุขนี้
ซึ่งเป็นความสุขที่แท้จริงเพราะมาจากส่วนที่เป็นรากเหง้า
เนื่องจากเธอรู้ทุกสิ่งทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นสวรรค์
โลกหรือนรก เธอก็รู้หมด
แล้วเธอจะเลือกสิ่งทีเธอต้องการจะได้รับ
ดังนั้นความสุขของเธอจึงเป็นความสุขที่แท้จริงและยืนยาว
มิฉะนั้นแล้วสิ่งที่เราเรียกว่าความสุขในโลกนี้ส่วนใหญ่แล้ว
เราก็ไม่มีอิสระที่จะเลือกเอามาได้ |
|
บางครั้ง
เราอาจจะถูกลากไปงานปาร์ตี้และเราก็พยายามจะมีความสุขในงานนั้น
บางครั้งเราอาจจะถูกบังคับให้แต่งงาน
เนื่องจากเหตุผลทางการเมืองหรือธุรกิจ
แล้วเราก็พยายามจะทำให้มันออกมาดีที่สุด
บางครั้งเราก็ฝืนดำเนินชีวิตไปพร้อมๆ
กับครอบครัวใหญ่ และพยายามจะหาเลี้ยงพวกเขา
ทำงานตั้งแต่เช้าจรดค่ำ
เราคิดว่าเราเก่งมากเพราะสามารถดูแลครอบครัวได้
แต่เราก็ไม่สามารถจะเลือกได้เสมอไป ดังนั้น
เราจึงไม่รู้สึกว่ามีความสุขในหลายๆ สิ่งที่เราทำ
เพราะเรารู้สึกว่าเราไม่ได้เป็นผู้ควบคุมสิ่งต่างๆ
เหล่านี้ เราไม่ได้เป็นเจ้าของบ้าน
เป็นแค่ผู้มาเยือนคนหนึ่ง เราถูกลมพัดพาไป
และเราก็ต้องไปพบกับสถานการณ์ต่างๆ
ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม
เราหมดความสนใจและหมดสนุกในชีวิตเนื่องจากไม่รู้ว่าทำไมเราจึงต้องทำโน่นทำนี่
แต่หลังจากการรู้แจ้งมันก็จะต่างไป
สิ่งใดที่เรามีความสุข เราจะมีความสุขจริงๆ
เราจะเข้าใจคุณค่าของชีวิต
รวมทั้งคุณค่าของสิ่งที่อยู่เหนือชีวิต |
|
ไม่ว่าจะอยู่ในโลกใด ชีวิตจะมีอยู่สองด้าน
ด้านหนึ่ง คือ ด้านวัตถุ อีกด้านหนึ่ง คือ
สิ่งที่คงอยู่ถาวร หากเรารู้จักเพียงแค่ด้านเดียว
และไม่ได้รับอีกด้านหนึ่งเหมือนกับคนส่วนใหญ่ในโลก
เขาจะสนุกอยู่กับโลกวัตถุของสิ่งที่เรียกกันว่า
ชีวิต แต่ไม่รู้จักภาพที่แท้จริงของสิ่งนั้น
เขารู้จักแต่เงาของมัน
ดังนั้นเขาจึงมีความสุขกับชีวิตที่เป็นเพียงวัตถุเท่านั้น
และกลัวว่าจะสูญเสียมันไป
แต่บุคคลที่รู้แจ้งจะรู้จักทั้งสองส่วน
ทั้งส่วนที่คงอยู่ถาวรและส่วนที่เป็นแบบจำลอง
เขาสามารถจะมีความสุขกับทั้งสองส่วนในเวลาเดียวกัน
และสามารถจะเลือกมีความสุขกับส่วนใดส่วนหนึ่งก็ยังได้
แต่ฉันคิดว่า ไหนๆ เราก็มาอยู่ที่นี่แล้ว
ก็น่าจะมีความสุขกับมัน
ไม่มีอะไรในโลกที่ไม่น่าอภิรมย์เลย จริงๆ นะ
เว้นแต่สิ่งที่ทำให้เกิดอันตรายต่อชีวิตของผู้อื่น |
|
ดังนั้น
เราจึงแนะนำให้กินอาหารมังสวิรัติ
เพื่อให้ปลาสามารถแหวกว่ายอยู่ในทะเลได้นานเท่าที่มันอยากจะว่าย
วัวก็สามารถกินหญ้าอยู่ในท้องทุ่งจนกว่าธรรมชาติจะทำให้มันต้องกลับไปอยู่ในที่ที่มันสมควรอยู่
เราก็สามารถมีความสุขกับสัตว์เหล่านี้
และสัตว์ก็สามารถมีความสุขกับเรา |
|
ผู้ที่รู้แจ้งบางคน ฉันก็ไม่รู้ว่าเขาทำอย่างไร
หรือทำมากแค่ไหน แต่เขาเลือกที่จะดำเนินชีวิตภายใน
ซึ่งเป็นอีกด้านหนึ่งของชีวิต
เป็นด้านจิตวิญญาณของชีวิต
ก็เลยทำให้ผู้คนยึดติดอยู่ในความคิดที่ว่า
บุคคลที่รู้แจ้งทุกคนต้องเป็นเช่นนั้น คือ
จะต้องไปที่เทือกเขาหิมาลัย ต้องไปอยู่ในถ้ำ
ต้องสละละทิ้งสิ่งสวยงามทุกอย่างในชีวิตเพื่อที่จะรู้แจ้ง |
|
แต่ไม่ใช่เช่นนั้นแน่นอน
เพราะเราจะอยู่ห่างจากโลกนี้มากเกินไป และหลายๆ
คนจะรู้สึกว่าเป็นเรื่องยากเกินไป
แล้วเขาจะช่วยตัวเองได้อย่างไร?
เขาจะรู้ในสิ่งที่เรารู้ได้อย่างไร? แน่ละ
สำหรับคนที่เป็นนักบุญหรือบุคคลผู้รู้แจ้งนั้น
คงจะเป็นสิ่งที่น่าอภิรมย์มากกว่าที่จะได้อยู่ห่างไกลจากโลกที่เคร่งเครียดวุ่นวาย
และได้อยู่อย่างปราศจากความกังวลตามวิถีของบุคคลนั้น
แต่ในอีกด้านหนึ่งก็ยังมีพี่น้องชายหญิงอีกมากมายที่ต้องการความช่วยเหลือของเรา |
|
อยู่ในโลกแต่อยู่เหนือโลก
|
|
ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกล้วนมีประโยชน์
หากนักปราชญ์ผู้รู้แจ้งกลายเป็นผู้ไร้ประโยชน์
ก็จะเป็นส่งที่สูญเปล่าของธรรมชาติ ดังนั้น
เราจึงควรอยู่ในโลก แต่อยู่เหนือสิ่งต่างๆ
เราสามารถจะมีบ้าน มีรถของเราเอง
แต่เราไม่ตกเป็นทาสของทรัพย์สมบัติเหล่านั้นอีกต่อไป
ถ้าเรามีสิ่งเหล่านี้เราก็ใช้มันไป ถ้าเราไม่มี
เราก็ไม่ใช้ เป็นชีวิตที่เรียบง่ายมาก
ฉันมีรถสวยๆ อยู่หลายคันตอนที่ฉันอยู่ฟอร์โมซา
แต่ฉันขายมันไปก่อนที่จะออกเดินทางทั่วโลกในครั้งนี้
เพราะเราขาดเงินค่าตั๋วเครื่องบินนิดหน่อย ในอนาคต
หากฉันไม่มีรถสวยๆ แพงๆ เหล่านี้อีก ก็ไม่มีปัญหา
ฉันสามารถจะยืมจากคนนี้วันหนึ่ง
แล้วยืมจากอีกคนหนึ่งในวันต่อมาได้
ทำไมฉันจะต้องมีรถเองด้วยล่ะ? |
|
เพราะฉะนั้น
สิ่งต่างๆ ในโลกนี้
เราจะมีความสุขไปกับมันถ้าหากมันมีอยู่
แต่ถ้าไม่มีสิ่งเหล่านั้นก็ไม่มีความแตกต่างอะไรสำหรับเรา
นี่แหละคือวิถีทางของจิตที่รู้แจ้ง
ไม่ใช่ว่าเราจะต้องคอยวิ่งหนีจากโลกแห่งวัตถุ
แต่เราจะต้องอยู่เหนือสิ่งเหล่านั้น
ฉันคิดว่าวิธีนี้เหมาะสำหรับคนส่วนใหญ่บนโลกนี้ที่จะปฏิบัติได้จริงๆ
เพราะเราถูกห้อมล้อมด้วยวัตถุ
คอยจนกระทั่งเราจากโลกวัตถุนี้ไปแล้ว
เราก็จะสามารถมีความสุขกับบรรยากาศทางจิตวิญญาณของชีวิตที่แท้จริงได้อย่างสมบูรณ์
แล้วทำไมจะต้องรีบให้มันเป็นแบบนั้นด้วยล่ะ |
|
หากทุกคนที่รู้แจ้งวิ่งไปที่ภูเขาหิมาลัยแล้วอยู่ที่นั่นกันหมด
อีกไม่นานเราก็คงไม่มีบุคคลรู้แจ้งหลงเหลืออยู่เลย
และคนอื่นๆ ก็คงไม่รู้จักการรู้แจ้ง
เราเพราะทุกคนหายไปหมดแล้ว ไม่มีการติดต่อ
ไม่มีข่าวสาร ไม่มีตัวอย่างให้ดู
ไม่มีใครมาเดินอยู่ข้างๆ เรา
คอยแนะนำเราเกี่ยวกับเรื่องสุข
เรื่องทุกข์ของโลกนี้
หรือคอยให้กำลังใจเราในการดำเนินชีวิตตามแบบเทวดา
หรือแบบพระเจ้า |
|
ในสมัยก่อนเป็นเรื่องยากมากที่จะรู้ว่าบุคคลที่เป็นอาจารย์อยู่ที่ไหน
และใครเป็นบุคคลที่รู้แจ้ง
ผู้คนต้องปีนเขาข้ามน้ำข้ามทะเล
ได้รับความยากลำบากมากมายในการค้นหาบุคคลที่รู้แจ้ง
ดังนั้นในสมัยโบราณ โลกของเราจึงไม่มีการพัฒนามาก
ผู้คนมีชีวิตอยู่ในความยากจน
ไม่มีความสะดวกสบายอะไรมาก เพราะฉะนั้น
ฉันจึงคิดว่า
สถานการณ์ของยุคโบราณไม่สมบูรณ์แบบดีนัก
ฉันคิดว่าบุคคลที่รู้แจ้งควรจะต้องอาศัยอยู่ในโลกนี้
ต้องทำสิ่งต่างๆ ที่เขาควรจะต้องทำ
ต้องดูแลคนที่พระเจ้ามอบมาให้แก่เขา
รวมทั้งมีความสุขและรู้แจ้ง
เพราะถึงแม้เธอจะวิ่งหนีไปอยู่ในป่า
เราก็ไม่สามารถวิ่งหนีไปจากจักรวาลได้
เราก็ยังอยู่ที่นี่ เราจะหนีไปไหนได้? |
|
หลายๆ
คนคิดว่าผู้รู้แจ้งจะต้องมีลักษณะพิเศษ
อาจจะต้องมีหนวดเครายาวมาก บังเอิญฉันไม่มีเลย
แต่สำหรับความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีในยุคปัจจุบันแล้ว
ฉันคิดว่าฉันสามารถจะปลูกหนวดเคราได้ด้วยซ้ำ
เหมือนการใช้สารเคมีบางอย่าง?
หรือบางทีคนที่รู้แจ้งควรจะต้องอยู่ที่ภูเขาหิมาลัย
จริงๆ ก็มีคนที่รู้แจ้งบางคนอาศัยอยู่ที่หิมาลัย
แต่ไม่ใช่ทุกคนต้องทำอย่างนั้น |
|
ฉันไม่อยากจะอ้างถึงคัมภีร์ไบเบิล
หรือพระสูตรอะไรอีกแล้ว มิฉะนั้น
ฉันอาจจะมีปัญหายุ่งยากตามมา
ฉันจะพูดในสิ่งที่ฉันรู้ก็แล้วกันลืมเรื่องคัมภีร์ไปได้เลย
ตอนแรกฉันคิดจะอ้างพระสูตรของพุทธศาสนาให้พวกเธอได้ฟัง
แต่มาคิดแล้วก็ไม่เอาดีกว่า
ยิ่งเธอรู้น้อยเท่าไหร่ยิ่งดี (คนหัวเราะ)
ยิ่งเรียบง่าย เธอก็ไม่ต้องมีเรื่องยุ่งยากซับซ้อน
หรือเรื่องไร้สาระเพิ่มเข้ามารกในสมองของเธอ
เพราะคัมภีร์นั้นไม่สามารถทำให้เรารู้แจ้งได้
รายการอาหารไม่สามารถจะทำให้ความหิวของเราได้รับการตอบสนอง
สิ่งที่เราต้องการคือการสอนโดยตรง |
|
หันเข้าสู่ภายในและฟังคำสอนแห่งสวรรค์
|
|
มีคำสอนอยู่
2 ชนิด ชนิดแรกคือคำสอนทางทฤษฎี
ซึ่งมาจากอาจารย์ต่างๆ
ในขณะที่อาจารย์เหล่านั้นยังมีชีวิตอยู่
เพื่อใช้สอนลูกศิษย์เกี่ยวกับวิธีการปฏิบัติตนในสังคม
คำสอนแบบนี้มีไว้สำหรับความคิดจิตใจ
เพื่อจะได้ปรับตัวเข้ากับขนบธรรมเนียมและกฎหมายของประเทศนั้นๆ
ในยุคสมัยนั้นๆ โดยเฉพาะ
นอกจากนี้ยังมีไว้สำหรับแก้ไขนิสัยที่ไม่ดีบางอย่างของพวกลูกศิษย์
เพื่อแนะนำเขาในแง่มุมต่างๆ ของชีวิต เช่น
ด้านการเมือง ธุรกิจ ชีวิตสมรส อะไรทำนองนี้
แต่คำสอนพวกนี้เป็นเรื่องทางโลกทั้งนั้น
เป็นระดับของโลกวัตถุ
ยังมีคำสอนอีกประเภทหนึ่งซึ่งเป็นคำสอนที่แท้จริง
ดั้งเดิมและคงอยู่ตลอดไป คำสอนแบบนี้ไม่ใช่คำพูด
สามารถกระทำได้โดยผ่านสิ่งที่เราเรียกว่า
การถ่ายทอดทางความคิด
เมื่อบรรดาลูกศิษย์หันเข้าสู่ภายในและฟังคำสอนจากสวรรค์ |
|
ในเวลาประทับจิตเราจะสอนพวกเธอว่าจะทำได้อย่างไร
แต่ไม่ใช่เพราะว่าเราบอกเธอแล้วเธอก็สามารถทำได้
แต่เพราะว่าเธอพร้อมที่จะรับมันต่างหาก
พลังของอาจารย์จะ เปิดสวิทซ์
ให้แก่ปัญญาที่มีอายุเก่าแก่ของเธอซึ่งนอนหลับใหลอยู่ภายในตัวเธอมานานชาติแล้วชาติเล่าจนกระทั่งถึงปัจจุบัน
ก็เหมือนกับเวลาที่เราเปิดไฟความมืดก็จะหายไปในบัดดล
นี่แหละคือกระบวนการรู้แจ้งฉับพลัน
เป็นสิ่งที่เป็นไปได้สำหรับทุกคนที่มีความจริงใจและปรารถนาจะรู้ว่าเขามีความยิ่งใหญ่ขนาดไหน
เขาสามารถจะติดต่อกับจักรวาลทั้งหมดได้อย่างไร
พระเจ้าอาศัยอยู่ภายในตัวเขาอย่างไร
ซึ่งตลอดเวลาที่ผ่านมาเขาไม่เคยทราบ จากนั้น
สิ่งอื่นๆ ในชีวิตก็จะดูแลตัวของมันเอง
นี่คือความจริง! |
|
ฉันถามลูกศิษย์ของฉันทุกคน
ไม่มีใครเลยที่บอกว่าเขาไม่ได้มีความสุขมากขึ้นกว่าแต่ก่อน
หรือไม่ได้รับความพอใจมากขึ้นกว่าแต่ก่อน
หรือไม่ได้รับความพอใจมากขึ้นกว่าสมัยก่อน
ไม่ได้ฉลาดขึ้นกว่าแต่ก่อน
ไม่ได้มีความสามารถมากขึ้น
มีพลังมากขึ้นกว่าแต่ก่อน เพียงแค่ 2-3
อาทิตย์หลังจากนั้น หรืออาจจะ 2-3 วัน หลังจากนั้น
ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล
ขึ้นอยู่กับว่าเขาสามารถรับได้ดีขนาดไหน
แค่หลังจากการประทับจิต 2-3 นาที
หรืออาจจะระหว่างการประทับจิตด้วยซ้ำ
เธอก็รู้แล้วว่าตัวเธอได้เปลี่ยนแปลงไปแล้วอย่างถาวร
และเธอได้เร่งความเร็วสูงขึ้นแล้ว
เธอจะไม่ได้อยู่ในระดับมาตรฐานของมนุษย์อีกแล้ว
แต่จะเข้ามาอยู่ในกลุ่มของนักบุญโดยไม่มีการเปลี่ยนแปลงของลักษณะภายนอกเลย
ไม่ต้องวิ่งหนีไปที่ไหน
ไม่ต้องเปลี่ยนแปลงชีวิตของเธออย่างพลิกผัน
เพียงแต่อยู่อย่างเดิมและมีความสุขกับโลกทั้งสอง
มีความสุขกับชีวิตที่แท้จริง
รวมทั้งสภาพจำลองอันอนิจจังของชีวิตที่แท้จริง
นี่แหละคือสิ่งที่เราค้นพบ
นี่แหละคือสิ่งที่เรายังค้นพบต่อไปเรื่อยๆ
และเป็นสิ่งที่เราอยากจะแบ่งปันให้เธอได้รับรู้
(คนปรบมือ) |
|
คำถามและคำตอบ
|
|
ถ:
ท่านคิดว่าควรจะทำอย่างไรเกี่ยวกับเรื่องความเกลียดชัง
ความรุนแรงในชีวิตประจำวัน ยกตัวอย่างเช่น
การมีอคติ หรือการเหยียดผิว
หรือเราสามารถจะสื่อสารถึงคนที่ไม่ต้องการจะฟังอย่างไรดี?
อ:
ฉันคิดว่าเรื่องต่างๆ
เหล่านี้เป็นผลมาจากจิตใจที่ไม่รู้แจ้ง
ถ้าเรารู้แจ้ง
ทุกสิ่งทุกอย่างก็จะได้รับการแก้ปัญหาโดยไม่จำเป็นต้องพูดจากัน
ไม่ต้องมีการเทศน์สอนกันเลย
เพราะฉะนั้นจริงๆ แล้ว สิ่งต่างๆ
เหล่านี้ไม่ว่าจะเป็นความโกรธ ความเกลียด ความโลภ
อะไรพวกนี้
ล้วนมาจากการไม่รู้แจ้งในบุคคลนั้น
เนื่องจากเขาไม่พอใจในสิ่งที่เขามีอยู่ในชีวิต
ไม่พอใจในกรอบของชีวิตที่เป็นอยู่
จึงกลายเป็นธรรมชาติและทำให้เขามีความปั่นป่วน
ก้าวร้าว โกรธ และมีความโลภอยากได้เพิ่มมากขึ้น
เพราะเขาคิดว่าสิ่งเหล่านี้จะทำให้เขาพอใจมากขึ้น
มีความสุขมากขึ้น
จริงๆ
แล้วรากเหง้าลึกๆ ของสิ่งเหล่านี้ก็คือ
ความใฝ่หาสภาพที่จะได้มีความสุขมากขึ้นในชีวิต
ซึ่งก็คือความใฝ่หาการรู้แจ้งในส่วนลึกๆ นั่นเอง
ดังนั้น ถ้าเราต้องการจะรักษาโรคเหล่านี้
เราก็ต้องแนะนำเรื่องการรู้แจ้งให้เข้ามาอยู่ในชีวิตของผู้คน
และทำให้เขามีความสุขกันมากขึ้น |
|
ถ:
ทำไมอัตตาของฉันจึงสูงขึ้น?
อ:
ฉันจะรู้ได้อย่างไรล่ะ มันเป็นเรื่องของเธอ
(คนหัวเราะ) บางทีอาจจะไม่มีใครเคยด่าเธอ
บางทีตำแหน่งของเธออาจได้รับการยกย่องอย่างสูงในสังคม
หรือบางทีเธออาจจะประสบความสำเร็จมากในธุรกิจของเธอ
หรือบางทีภรรยาของเธอหรือสามีของเฮอาจจะเอาใจมาเกินไปก็ได้ |
|
บุคคลที่รู้แจ้งอย่างแท้จริง
|
|
ถ:
ฉันอยากจะรู้แจ้ง
ทำไมฉันจะต้องเอาตัวเองเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการอยู่ในสังคมด้วยล่ะ?
อ:
ทำไมถึงไม่ยุ่งล่ะ? มันเป็นทางเลือกของเธอ
แน่นอน
แต่ทำไมจึงต้องวุ่นวายเลือกโน่นเลือกนี่ด้วยล่ะ?
เพราะเราเกิดมาในสังคมนี้
เราเป็นหนี้สังคมอย่างมาก
เริ่มตั้งแต่เรารอดชีวิตมาได้
เจริญเติบโตเป็นผู้ใหญ่
ได้รับความสะดวกสบายมากมายหลายอย่างที่มีอยู่ในขณะนี้
ดังนั้น
จึงเป็นการดีที่เราจะอยู่ในสังคมเพื่อจ่ายคืนในความกรุณาที่เราเคยได้รับ
เพียงแค่อยู่ร่วมกับเขาเป็นสมาชิกคนหนึ่งในนั้น
และไม่แบ่งแยกว่า "ฉันรู้แจ้งนะ เขาไม่รู้แจ้ง
ฉันเป็นผู้รู้แจ้ง
ฉันจะไม่ยอมอยู่ร่วมกับคนที่ไม่รู้แจ้ง"
อะไรทำนองนี้
เมื่อบุคคลใดหันเข้าสู่ภายในตลอดเวลา
เขาจะไม่สนใจรังเกียจว่ามีใครอยู่รอบตัวเขาบ้าง
เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขาอยู่ในสังคม
หรืออยู่นอกสังคม
เขาเพียงแต่เป็นตัวของเขาเองและทำสิ่งต่างๆ
ที่จำเป็นต้องทำขณะนั้น
อยู่ในปัจจุบันเสมอนี่แหละคือคนรู้แจ้งที่แท้จริง |
|
ถ:
เป็นไปได้ไหมที่จะตื่นขึ้นโดยไม่ต้องมีใครนำทาง
ทางด้านจิตวิญญาน?
อ:
ได้ เป็นไปได้มาก
แต่ถ้าไม่มีใครนำทางเธอก็คงไปได้ไม่ไกลนัก
เข้าใจไหมว่า
การตื่นขึ้นและการตื่นอย่างสมบูรณ์เต็มที่นั้นต่างกัน
ดังนั้น
เมื่อมีอาจารย์ท่านหนึ่งซึ่งเคยเดินทางจากโลกแห่งวัตถุไปสู่ระดับสูงสุดแห่งการรู้แจ้งมานำทางให้เธอ
ก็เป็นสิ่งที่ดีที่สุด เร็วที่สุดและปลอดภัยกว่า! |
|
ถ:
จากการรู้แจ้งนี้ หรือจากการประทับจิตนี้
เราสามารถจะนำคนทุกคนและสรรพสัตว์ทั้งมวลไปสู่การรู้แจ้งสูงสุดได้อย่างไร
และจะทำลายสิ่งที่ไม่ดีหรือความทุกข์ยากทั้งมวลได้อย่างไร?
อ:
เราคงไม่สามารถนำสรรพสัตว์ทั้งมวลไปสู่การรู้แจ้งสูงสุดได้เพียงเราเพราะว่าเรารู้แจ้ง
แต่สำหรับเรา ตัวเราเองซึ่งเป็นผู้รู้แจ้งนั้น
สิ่งต่างๆ
ทั้งหมดและความทุกข์ยากทั้งหมดจะมลายหายไปนี่แหละคือสิ่งที่สำคัญที่สุด
เมื่อเธอรู้แจ้ง
เมื่อเธออยู่ในสภาวะสมาธิก็ไม่มีสรรพสัตว์ใดๆ อยู่
ไม่มีความทุกข์ยาก ไม่มีอะไรอยู่เลย
เมื่อเธอออกมาจากการรู้แจ้ง
หากเธออยากจะออกมาจากสภาวะสมาธิ
อยากจะติดต่อกับผู้ที่ยังไม่รู้แจ้ง
ซึ่งยังเห็นว่าสิ่งต่างๆ เป็นความทุกข์ทรมานอยู่
เธอก็พยายามช่วยเขาดู
ใครที่อยากรู้จักสภาพที่ไม่มีความทุกข์ก็มาได้เลย
ถ้าเขาไม่มาก็ไม่เป็นไร
เขาต้องเรียนรู้บทเรียนของเขา
เธอไม่สามารถจะบังคับลูกๆ
ในครอบครัวของเธอทุกคนให้เป็นศาสตราจารย์ในมหาวิทยาลัยเพียงเพราะว่าเธอเป็นศาสตราจารย์
แต่เธอสามารถจะแนะนำเขาทีละขั้นทีละตอน
จนกระทั่งเขาเติบโตขึ้นและมีการศึกษาพอที่จะเป็นได้เช่นเดียวกับเธอ |
|
ถ:
ฉันจะสามารถกำจัดความกลัวตายได้อย่างไร?
อ:
โอ! ฉันตายทุกวัน
ไม่มีความจำเป็นต้องกลัวเลย
เมื่อเรารู้ว่าความตายก็เหมือนกับการก้าวเดินจากห้องหนึ่งไปยังอีกห้องหนึ่ง
มันเร็วกว่านั้นด้วยซ้ำ
ฉันอาจจะนั่งอยู่ที่นี่แล้วก็ตาย
แต่เธอก็คงไม่รู้มันรวดเร็วมาก
การก้าวจากระดับชั้นหนึ่งไปสู่อีกระดับหนึ่งเป็นกระบวนการเรียกว่าความตายสามารถทำได้ในหนึ่งวินาที
เพราะฉะนั้นจึงไม่มีอะไรที่จะต้องกลัว
ถ้าเธอกลัวความตายก็จงมาหาฉันๆ
จะสอนให้เธอรู้วิธีการตายทุกๆ วัน
(คนปรบมือและหัวเราะ) เธอจะชินกับมันเอง
ก็เหมือนกับเธอขับรถยนต์ครั้งแรก
เธอยังไม่รู้วิธีขับรถเธอก็เลยกลัว
ถ้าเธอขับรถอยู่ทุกวันเธอก็จะเคยชินกับมันไปเอง |
|
ด้านที่เป็นบวก
|
|
ถ:
ตามที่ท่านพูดมานั้นด้านบวกหมายถึงอะไร
การอยู่ในทางบวกคืออะไร?
อ:
ฉันเข้าใจละ ก็คงจะเป็นทัศนคติของคนบางคน
เขาพยายามจะสะกดจิตตนเองให้คิดว่าทุกสิ่งทุกอย่างล้วนดีเยี่ยม
ในชีวิตนี้ทุกสิ่งสามารถเป็นไปได้
แต่การคิดเพียงอย่างเดียวก็ช่วยได้น้อยมาก
ถ้าเรารู้จักรากเง้าของปัญหาทั้งมวลโดยการส่องคบไฟแห่งการรู้แจ้งไปทั่วทุกมุมของชีวิต
เราก็จะจัดการแก้ไขปัญหาได้ดีขึ้น
ไม่ใช่ด้วยวิธีการทางด้านบวก
แต่ด้วยวิธีการที่ถูกต้อง
ไม่ว่าวิธนั้นจะเป็นไปในทางบวกหรือทางลบก็ตาม
ถ้าเราอยู่แต่ทางด้านบวกและไม่สนใจอีกด้านหนึ่งของชีวิตซึ่งมีความสำคัญมาก
ก็เหมือนเธอเลือกเอาแต่ผู้ชายไม่ในใจผู้หญิง
เราจะทำอย่างนั้นได้หรือเปล่า? ไม่ได้!
เราทำไม่ได้
เพราะฉะนั้นบุคคลที่รู้แจ้งจะรู้วิธีจัดการกับทั้งทางบวกและลบ
ไม่ทิ้งอะไรไป
แต่ทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างมีประโยชน์เต็มที่ต่อชีวิตนี้
และชีวิตที่ตามมาหลังจากนั้น
ฉันไม่สอนให้ทำอะไรสุดโต่งไปทางด้านใดด้านหนึ่ง |
|
ถ:
ท่านคิดอย่างไรเกี่ยวกับอนาคตของเด็กของเรา
ท่านรู้สึกมีความเชื่อมั่นมากในคนรุ่นต่อไปของเราหรือไม่?
อ:
อนาคตของเราจะดีมาก
ปัจจุบันมีคนรู้แจ้งเพิ่มมากขึ้นมากกว่าในสมัยพระเยซูหรือพระพุทธเจ้า
หรือไม่ว่าจะเป็นยุคสมัยใดในโลกนี้ ดังนั้น
ฉันคิดว่าอนาคตของเราจะสดใสมาก
ตอนนี้ก็ดีขึ้นมากแล้ว
สถานการณ์ด้านการเมืองของโลกก็มีความหวังมากแล้ว
หลายๆ
ชาติที่เคยเป็นศัตรูตัวฉกาจกันมาก่อนก็หันมาจับมือกันและต้องการจะพูดคุยเกี่ยวกับการฟื้นฟูสันติภาพและเศรษฐกิจ
ดังนั้น เราจึงควรรู้สึกในทางบวก |
|
ถ:
เราสามารถจะหาเลี้ยงชีพของเราได้อย่างไรโดยไม่ไปฉกฉวยโอกาสในการหาเลี้ยงชีพของผู้อื่น?
ยกตัวอย่างเช่น
ถ้าฉันไม่ทำงานก็จะมีบางคนได้งานนั้นไปและมีความสุข
ถ้าฉันไม่ตัดต้นไม้เพื่อเอามาเลี้ยงตนเอง
ต้นไม้ทั้งต้นนั้นก็สามารถใช้เลี้ยงชีวิตสรรพสัตว์ได้อีกเป็นจำนวนมาก
อ:
เธอมีงานทำก็เพราะพระเจ้าให้งานนั้นแก่เธอ
แม้ว่าเธอจะออกจากงานนั้นก็ไม่มีใครมาเอางานนั้นไปได้หากงานนั้นไม่ได้มีไว้เพื่อตัวเขา
เพราะฉะนั้นไม่ต้องมีความรู้สึกผิด
อะไรที่เธอได้มาเธอก็จะได้มา
เพียงแต่ว่าถ้าเราพยายามแข่งขันกับคนอื่นแล้วพยายามกดคนนั้นให้ต่ำลง
พยายามใช้เล่ห์กลหลายอย่างเพื่อให้เขาหลุดจากตำแหน่งเพื่อเราจะได้แทนที่เขา
ถ้าทำอย่างนั้นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
แต่ถ้าเราได้มันมาตามธรรมชาติในสังคมที่มีการแข่งขัน
ใครมาก่อนก็ได้ก่อน
หากอีกคนหนึ่งเขาต้องการตำแหน่งนั้น
เขาก็ควรจะเร็วเหมือนๆ
กับเธอหรือมีความสามารถเหมือนเธอ
เรื่องการตัดต้นไม้นั้น
เธอสามารถจะตัดต้นไม้แล้วปลูกเพิ่มขึ้นอีกสิบต้น
เพราะฉะนั้นก็ไม่ต้องกังวลอะไร
ขอให้ปลูกต้นไม้มากขึ้น
เราเคารพธรรมชาติแต่เราไม่เป็นทาสของธรรมชาติ
ต้นไม้มีไว้เพื่อให้บริการแก่เราในหลายๆ ด้าน
มันอาจจะให้ร่มเงาแก่เราเมื่อเราต้องการร่มเงา
มันอาจจะทำให้บ้านของเราแข็งแรงถ้าหากในห้องต้องการเสามาช่วยเพิ่มความแข็งแรง
มันอาจจะให้ความอบอุ่นแก่บ้านของเธอถ้าเธอต้องการฟืนมาก่อไฟ
เพราะฉะนั้น
อย่ากังวลเรื่องการตัดต้นไม้ถ้าได้รับอนุญาตให้ทำได้
ถ้าประเทศของเธอมีต้นไม้มากมายอุดมสมบูรณ์
เธอจะต้องดูสถานการณ์ ไม่ใช่เอาแต่คอยบูชาธรรมชาติ
เพราะคุณค่ามนุษย์นั้นเป็นสิ่งที่สูงที่สุด
ถ้าเธอตัดต้นไม้ลงหมดแล้วไม่ปลูกต้นใหม่เลยก็เป็นสิ่งไม่ดีแน่นอน
แต่ถ้าเธอตัดหนึ่งต้นแล้วปลูกอีก 10 หรือ 20
ต้นจะมีอันตรายอะไรเล่า?
เราไม่ควรจะเป็นพวกคลั่งไคล้อะไรจนมากเกินไป
เราต้องยืดหยุ่นในสถานการณ์ที่แตกต่างกัน |
|
ถ:
การจะกลายเป็นเทวดาหรือปีศาจนั้น
เราเป็นคนตัดสินใจเองใช่หรือไม่?
อ:
ใช่ แน่นอน แต่สภาพแวดล้อมก็มีส่วนด้วย
ถ้าเราไม่แข็งแรงพอที่จะยืนหยัดต้านทานสิ่งยั่วยวนในชีวิต
แน่นอน
เราก็จะตกลงไปอยู่อีกด้านหนึ่งของธรรมชาติซึ่งเป็นด้านลบ
เมื่อเราแข็งแรงพอเราก็อยู่ตรงกลาง
เราสามารถมีได้ทั้งทางบวกและทางลบถ่ายเทไปมา
นี่แหละคือวิถีทางของบุคคลที่รู้แจ้ง |
|
สภาวะสมาธิของอาจารย์ผู้รู้แจ้ง
|
|
ถ:
เราจะบรรลุถึงสภาวะสมาธิที่ถาวรได้อย่างไร?
|
|
อ:
สมาธิน่ะหรือ มีอยู่หลายชนิด แน่นอน
บางชนิดก็อยู่ได้ไม่นาน
ซึ่งแบบนี้คือแบบที่เธอจะได้ในการบำเพ็ญในระยะแรกหลังจากประทับจิต
สมาธิบางชนิดก็คงอยู่เป็นเวลานานอาจจะนานหลายชั่วโมงหรือหลายวัน
หลังจากที่เธอฝึกไปสักระยะหนึ่ง
สมาธิอีกชนิดหนึ่งเป็นสมาธิที่ธรรมดามาก
คล้ายกับว่าเธอมีสมาธิอยู่ตลอด 24
ชั่วโมงในขณะที่เธอทำงานอยู่ในโลกนี้
แบบนี้คือสภาวะสมาธิของผู้ที่เป็นอาจารย์
ดังนั้น ผู้ที่เป็นอาจารย์จึงดูคล้ายๆ
กับสรรพสัตว์ธรรมดาสามัญทั่วไปแต่ปัญญาของท่านเด่นชัดมาก
พระพรและพลังของท่านก็ชัดเจนมาก |