เธอรู้ไหมว่าทำไมจะไม่มีนักบุญถ้าไม่มีสรรพสัตว์?
เรามีปัญญาอันยิ่งใหญ่
ความเมตตาอันยิ่งใหญ่และพลังอันยิ่งใหญ่ภายในตัวเราซึ่งจะออกมาเมื่อเราต้องการมันอย่างตั้งใจจริง
ปัญญาภายในของเราเป็นหนึ่งเดียวกับจักรวาล
และหลังจากที่เราเป็นนักบุญแล้วเราจะสามารถทำให้มันปรากฏเป็นรูปแบบใดๆ ก็ได้ที่เราปรารถนาหรือที่สรรพสัตว์ชอบ
มันเป็นวิทยาศาสตร์มาก
ไม่มีอะไรที่เป็นความลับในเรื่องนี้
ในมิติที่สูงกว่า
ผู้บำเพ็ญทางจิตวิญญาณผู้ยิ่งใหญ่ได้เข้าถึงข้อมูลและวัตถุมากกว่าเราเป็นล้านๆ
เท่า
พวกเขาสามารถแปรเปลี่ยนแสงโฟตอนให้เป็นเครื่องมือและสิ่งต่างๆ
ที่ต้องการ
สิ่งมีชีวิตที่ได้บรรลุสัจธรรมสูงสุดไม่รู้สึกเบื่อจากการที่ไม่มีอะไรทำ
หรือเพียงแต่บินไปมาบนก้อนเมฆหรือบนดอกบัว พวกเขามีภารกิจ
และด้วยเหตุนี้นักบุญจึงมีชื่อต่างๆ กัน ยกตัวอย่าง
ไภสัชคุรุพุทธะได้รับการเคารพมากเพราะท่านเชี่ยวชาญในการค้นคว้าวิจัยยาและรักษาคน
เนื่องจากท่านรักที่จะทำการค้นคว้าวิจัยในเรื่องยาก่อนที่ท่านจะกลายเป็นนักบุญ
ท่านจึงทำต่อไปหลังจากนั้น
แน่นอนท่านก็มีคุณสมบัติอื่นๆ
หลังจากที่ท่านได้กลายเป็นนักบุญแล้ว
แต่ท่านมีความเหนือกว่าในด้านนี้
ความรู้ทางวิทยาศาสตร์บนดาวที่อยู่นอกเหนือดาวเคราะห์
แม้กระทั่งก่อนที่เราจะบรรลุระดับสูงสุดของการรู้แจ้ง
เราก็มีความสามารถอยู่แล้วที่จะทำให้สิ่งต่างๆ
มากมายปรากฏขึ้นมา
ขอให้สมมุติว่าเรากำลังอาศัยอยู่บนดาวเคราะห์ที่เจริญมากหรืออยู่ในประเทศที่ตามนุษย์มองไม่เห็น
เมื่อสิ่งมีชีวิตที่สูงส่งกว่าที่นั่นต้องการสร้างบ้าน
พวกเขาก็สร้างมันด้วยพลังและปัญญาของพวกเขา บนโลกที่นี่
เราใช้ดินเหนียวมาเผาอิฐ
ทำให้หินเป็นผงเพื่อกลายเป็นซีเมนต์ก่อนที่จะสามารถสร้างเป็นบ้านที่สวยงามได้
ในมิติที่สูงกว่าบ้านนั้นสร้างด้วยผลึก
สี่งมีชีวิตที่อยู่บนนั้นไม่ต้องขุด
บด หรือทำสิ่งใดให้เป็นผงเพื่อที่จะสร้างผลึกในแบบที่เราทำอิฐและซีเมนต์
มันไม่มีความจำเป็น
ทั้งหมดที่พวกเขาต้องทำก็คือใช้จินตนาการของพวกเขา ผลึก
เพชรและเพชรนิลจินดาสารพัดชนิดมีอยู่พร้อมแล้วที่บนนั้น
หากเธอปรารถนาที่จะสร้างบ้านด้วยผลึก
ก็เพียงแต่หยิบผลึกก้อนเล็กๆ ขึ้นมาก้อนหนึ่ง
วางมันไว้ข้างหน้าเธอ
จากนั้นก็ใช้พลังเหนือธรรมชาติของเธอเพื่อเปลี่ยนมันให้เป็นขนาดใดๆ
หรือปริมาณเท่าใดก็ได้ที่เธอต้องการ
เหมือนกับเราปลูกต้นไม้หรือดอกไม้ที่นี่
ผลึกก็สามารถปลูกได้แล้วเอาไปใช้สร้างบ้าน
บางครั้งคนก็พูดว่า "หว่านเมล็ดแห่งบุญและเก็บเกี่ยวพระพร"
เรื่องนี้จริงแท้แน่นอนที่สุด!
บุญอะไรก็ตามที่เราได้หว่านไว้ที่นี่
สิ่งนั้นจะเป็นพระพรที่เราจะเก็บเกี่ยวด้วยครื่องมือที่ทันสมัยมากมายซึ่งพวกเขาใช้ช่วยเหลือสรรพสัตว์ที่อยู่ข้างล่าง
ในบ้านของพวกเขา
ไม่มีครัวเพราะพวกเขาไม่ทำอาหาร
พวกเขาไม่เคยไปซื้อของชำเพราะจริงๆ
แล้วพวกเขาไม่กินอะไรเลย แม้ถ้าพวกเขากิน
พวกเขาก็สามารถใช้พลังของจักรวาลได้
การเป็นหนึ่งเดียวกับพลังแห่งการสร้างสรรค์ทำให้พวกเขาอิสระที่จะใช้ทรัพยากรใดๆ
ในการสร้างสรรค์หากพวกเขาต้องการสิ่งใด
การที่สิ่งมีชีวิตเหล่านี้ได้ก้าวข้ามไปอยู่ในมิติที่สูงกว่า
พวกเขาทุกคนจึงมีความรับผิดชอบมาก ฉลาดและมีปัญญามาก
เต็มไปด้วยความรักและกระหายที่จะช่วยเหลือผู้อื่น
ไม่มีการคอร์รัปชั่น
ไม่มีใครที่ถูกล่อใจด้วยความร่ำรวยของจักรวาลและนำสิ่งต่างๆ
กลับมาเก็บไว้ที่บ้าน
ไม่มีใครจะใช้ความมั่งคั่งของการสร้างสรรค์ไปในทางที่ผิด
บ้านของนักบุญและชาวสวรรค์ส่วนใหญ่ไม่มีเครื่องเรือน
เพราะพวกเขาไม่ต้องการเครื่องเรือนใดๆ
ทั้งหมดที่พวกเขามีก็คือเครื่องมือที่ทันสมัยมากมาย
ซึ่งพวกเขาใช้ช่วยเหลือสรรพสัตว์ที่อยู่ข้างล่าง
เธออาจถามฉันว่า "ทำไมนักบุญและชาวสวรรค์จึงยังต้องการเครื่องมือ?"
เป็นเพราะความแตกต่างอย่างใหญ่หลวงระหว่างระดับของพวกเขาและของเรา!
จำเป็นที่จะต้องมีเครื่องมือที่เป็นสื่อกลางเพื่อทำให้ความแตกต่างละลายหายไปและเป็นกลาง
เพื่อว่าคนที่นี่จะได้รับพวกเขาได้หรือรับสิ่งที่พวกเขาต้องการให้ได้
มิฉะนั้นเราจะไม่สามารถรับสิ่งใดจากมิติที่สูงกว่ามิติของเรามากๆ
ได้
ยกตัวอย่าง
ความแรงของกระแสไฟฟ้าในโลกของเราซึ่งจะต้องแจกจ่ายผ่านหม้อแปลง
เพื่อลดความดันของกระแสไฟฟ้าให้ใช้กับบ้านได้
เราไม่สามารถใช้กระแสไฟได้ถ้าความดันของมันสูงเกินไป! (เสียงปรบมือ)
ทำไมเธอจึงปรบมือ? เธอไม่เคยได้ยินเรื่องนี้มาก่อนหรือ?
เรื่องนี้ไม่สลับซับซ้อน เมื่อนักบุญต้องการติดต่อกับเรา
พวกเขาจะต้องมีกายเนื้อซึ่งก็เป็นหนึ่งในเครื่องมือมากมายของพวกเขาเช่นกัน
ยกตัวอย่าง
ในแดนปัจฉิมหรือในโลกที่เหนือกว่าอื่นๆ
ของนักบุญ
พวกเขาสามารถสร้างเครื่องมือโดยใช้วัสดุจากจักรวาล
อย่างไรก็ตาม นั่นก็ไม่จำเป็นเสียด้วยซ้ำ
เพราะมีแผนกมากมายซึ่งเชี่ยวชาญเฉพาะในการผลิตกายเนื้อ
ก็เหมือนอย่างโรงงานมากมายที่ผลิตเสื้อผ้าขายให้กับคนในโลกนี้นั่นเอง
มันไม่ใช่เป็นความรับผิดชอบของประธานาธิบดี
รัฐมนตรีมหาดไทยหรือรัฐมนตรีต่างประเทศ
ฉันไม่ได้พูดว่าพวกเขาไม่มีความสามารถที่จะทำเรื่องนี้
พวกเขาสามารถทำได้ถ้าพวกเขาต้องการที่จะทำ
แต่มันเกินขอบข่ายหน้าที่ของพวกเขา
ดังนั้นพวกเขาจึงไม่จำเป็นที่จะต้องทำมัน
สมมุติว่าเธอต้องการเดินทางระยะทางสั้นๆ
ไปยังโลกที่อยู่ข้างล่างหลังจากที่เธอได้กลายมาเป็นนักบุญแล้ว
การเดินทางระยะสั้นๆนี้จะกินเวลาหลายร้อยปี
เพราะหน่วยของเวลานั้นแตกต่างกัน!
ไม่มีแนวคิดในเรื่องระยะทางและกาลเวลาที่ข้างบนนั่น
ซึ่งไม่เหมือนกับวิธีที่เราถูกปิดขังในกรงของระยะทางและกาลเวลาในโลกนี้
บางครั้งนักบุญอาจต้องการเดินเล่นในกรงนี้
แต่การจะทำเช่นนั้น
พวกเขาจะต้องเอาเสื้อผ้ามาสวมใส่ด้วยเสื้อผ้าที่เป็นร่างมนุษย์นี้
พวกเขาสามารถเลือกชุดๆ
หนึ่งจาก "โรงงาน"เหล่านั้นแล้วก็วิ่งไป!
เรื่องนี้ไม่มีอะไรเลย!
สำหรับพวกเขามันเร็วเสียยิ่งกว่าแบบนี้! (ท่านอาจารย์ดีดนี้วของท่าน)
เร็วเสียยิ่งกว่าพริบตา! อย่างไรก็ตาม
ในโลกมนุษย์สิ่งนี้เท่ากับเวลา
9 เดือนในมดลูก 12
ปีในการเติบโต และ 6 เดือนหรือ 6 ปีในการแสวงหาสัจธรรม
หลังเรียนจบแล้วผู้นั้นก็ใช้เวลาเป็นสิบๆ
ปีเพื่อเผยแพร่สัจธรรม
สำหรับนักบุญแล้วสิ่งเหล่านี้ทั้งหมดใช้เวลาน้อยกว่าชั่วพริบตา
สมมุติว่าเธอได้กลายเป็นนักบุญและขึ้นไปยังมิติที่เหนือกว่ากับอาจารย์ของเธอ
เธอจะเรียนรู้งานอะไรก็ตามที่เธอเคยสนุกเพลิดเพลินกับมันต่อไป
ขณะที่เรียนรู้ที่จะเป็นนักบุญ
เธอก็เรียนความถนัดเฉพาะดั้งเดิมของเธอเพิ่มมากขึ้นด้วย
เพื่อเธอจะได้ช่วยเหลือได้ในภายหลัง ที่ข้างล่างนี้
เราเรียนคอมพิวเตอร์หรือวิทยาศาสตร์อะตอมและช่วยคนด้วยความรู้ในภายหลัง
เมื่อเปรียบเทียบกับภูมิภพที่อยู่สูงกว่า
เทคโนโลยี่ทางวิทยาศาสตร์ของโลกนี้นับว่าด้อยกว่า
ถ้าเราเรียนอยู่ในมิติที่เหนือกว่า
เราจะได้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ที่ก้าวหน้ากว่าและกลายเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่มีชื่อเสียงเมื่อเรากลับมายังโลกนี้
เราสามารถสอนนักวิทยาศาสตร์ที่นี่ที่เก่งน้อยกว่าและยกระดับของพวกเขาขึ้นมาหน่อย
จากนั้นเราก็สามารถพาเขาขึ้นไปฝึกในขั้นที่สูงกว่าเพื่อพวกเขาจะได้กลายเป็นผู้รอบรู้ช่ำชองในสาขาเฉพาะทางของพวกเขา
นั่นก็คือวิทยาศาสตร์มหาบัณฑิต
พวกเขาจะฉลาดขึ้นและมีความสามารถมากขึ้นในการทำสิ่งต่างๆ
มากมาย
นักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่ในโลกของเราถูกพาไปยังภูมิภพที่สูงกว่า
ไม่ว่าพวกเขาจะทราบหรือไม่ทราบก็ตาม
เพื่อเรียนบทเรียนบางอย่างขณะที่เขานอนหลับในตอนกลางคืน
นักวิทยาศาสตร์บางคนในมิติที่สูงกว่าเป็นห่วงเป็นใยมากในเรื่องการพัฒนาของโลกเรา
ดังนั้นพวกเขาจึงมาพานักวิทยาศาสตร์ของเราขึ้นไปที่ข้างบนเพื่อฝึกหัดอยู่บ่อยๆ
บ่อยครั้งมากที่มันไม่เป็นการง่ายเลยที่จะพานักวิทยาศาสตร์ขึ้นไป
ดังนั้นนักวิทยาศาสตร์หัวกระทิบางคนจึงถูกเบื้องบนส่งลงมา
อย่างไรก็ตามเมื่อพวกเขาอยู่ที่นี่
ปัญญาของพวกเขาก็ลดน้อยลงเมื่อเปรียบเทียบกับเมื่อพวกเขาอยู่ข้างบน
พวกเขาดูเหมือนว่าใช้ชีวิต 2
ชีวิตพร้อมๆ
กัน -
ชีวิตหนึ่งที่นี่และอีกชีวิตหนึ่งที่ข้างบน
ร่างกายทางจิตวิญญาณของพวกเขาอาศัยอยู่ที่ข้างบนโน้น
และร่างกายเนื้อของพวกเขาอาศัยอยู่ที่ข้างล่างนี่
ร่างกายทั้ง
2 ร่างมีการเชื่อมโยงระหว่างกัน
ดังนั้นพวกเขาจึงสามารถปรับความคิดและร่างกายของพวกเขาจากข้างบนได้
และสั่งให้มันทำงาน กายเนื้อมีประโยชน์อะไร?
มันมีไว้เพื่อใช้ติดต่อสื่อสารกับมนุษย์คนอื่น
มีสรรพสัตว์อยู่หลายระดับที่ทำงานในงานอาชีพต่างๆ
มากมาย
ในบรรดางานอาชีพเหล่านี้
นักวิทยาศาสตร์มีอิทธิพลที่ยิ่งใหญ่กว่าในโลก
ดังนั้นจึงจำเป็นที่จะต้องฝึดหัดพวกเขาให้เปลี่ยนแปลงโลกนี้
นักวิทยาศาสตร์ที่รู้แจ้ง
นักบุญส่งชาวสวรรค์บางคนลงมาที่นี่มาเป็นนักวิทยาศาสตร์หัวกะทิ
และมีการติดต่อกับนักวิทยาศาสตร์คนอื่นๆ
โดยผ่านพวกเขา
เนื่องจากได้มีการติดต่อนี้เกิดขึ้น
นักวิทยาศาสตร์ก็จะสามารถถูกพาไปยังภูมิภพที่สูงกว่าด้วยความยินยอมของพวกเขาเพื่อรับการฝึกหัดในเวลากลางคืน
พวกเขาได้รับอิทธิพลไม่มากก็น้อยจากนักวิทยาศาสตร์หัวกะทิที่ติดต่อพวกเขา
ดังนั้น ทัศนคติภายในของพวกเขาก็ได้เปลี่ยนแปลงไปเล็กน้อย
นักวิทยาศาสตร์บางคนไม่เคยก้าวหน้าเลย
พวกเขามาที่นี่ชีวิตแล้วชีวิตเล่า
แต่พวกเขาก็ติดอยู่ที่ใดที่หนึ่งและไม่สามารถก้าวหน้าได้
เพราะมีทฤษฎีหรือกฎบางอย่างที่พวกเขาไม่ยอมรับ
จากนั้นนักวิทยาศาสตร์ชั้นหัวกะทิซึ่งรู้แจ้งก็มาให้ข้อพิสูจน์แก่พวกเขา
อธิบายและชักชวนพวกเขาให้ยอมรับทฤษฎี เมื่อพวกเขาเชื่อแล้ว
สิ่งกีดขวางทางจิตใจของพวกเขาก็จะหายไป
พวกเขาจะมีจิตใจที่เปิดกว้างมากขึ้น
เริ่มต้นที่จะพัฒนาก้าวหน้าและค่อยๆยอมรับกฎและทฤษฎีที่ก้าวหน้ามากกว่า
ดังนั้น
จึงมีความจำเป็นที่เราจะต้องมีนักบุญและชาวสวรรค์อยู่ที่นี่ตลอดเวลา
แม้ว่าพวกเขาจะปฏิบัติหน้าที่ด้วยวิธีการที่ต่างออกไปตามระดับของสรรพสัตว์
นอกเหนือจากทางด้านวิทยาศาสตร์แล้ว
นักบุญและชาวสวรรค์ก็ยังเก่งในเรื่องต่างๆหลายเรื่องด้วย
พวกเขาได้เรียนรู้ทุกอย่าง ยกตัวอย่าง
หากเธอต้องการเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่เก่งมาก
เธอจะต้องเรียนเป็นเวลามากกว่าพันปี
ก่อนที่เธอจะกลายเป็นผู้เชี่ยวชาญ -- “อาจารย์” --ในสาขานี้
หลังจากผ่านไปเป็นล้านๆ
ปีและหลายๆ
ชาติ
เธอก็จะรอบรู้ในวิชาต่างๆ
มากมายและกลายเป็นนักบุญ
นี่เป็นขบวนการที่น่าเบื่อหน่ายมากในการเรียนรู้สิ่งต่างๆ
มากมายจากการเวียนว่ายตายเกิดซ้ำๆกั
นก่อนที่เธอจะได้รับการรู้แจ้งที่ยิ่งใหญ่
นักบุญที่ได้บรรลุการรู้แจ้งที่ยิ่งใหญ่สามารถเข้าใจสิ่งต่างๆ
ด้วยการมองเพียงแวบเดียว
พวกเขาไม่จำเป็นต้องผ่านขบวนการเรียนรู้ที่ยากลำบาก
นักวิทยาศาสตร์หัวกะทิเหล่านั้นที่มีสถานภาพการรู้แจ้งที่ต่ำกว่าแค่เพียงทำงานให้กับนักบุญเท่านั้นซึ่งนักบุญเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องทำสิ่งเหล่านี้
เครื่องมือในบ้านของนักบุญจะถูกใช้เพียงเพื่อเปลี่ยนพลังที่เหนือกว่าเท่านั้น
เพื่อว่าโลกที่ต่ำกว่าของเราจะสามารถรับมันได้
การสร้างด้วยแสง
สมมุติเธอต้องการรู้ว่ามนุษย์ในโลกนี้เกิดขึ้นมาได้อย่างไร
และร่างกายมนุษย์ถูกสร้างขึ้นมาอย่างไร ทันทีที่เธอรู้แจ้ง
อาจารย์ของเธอสามารถพาเธอไปยังสถานที่ที่ร่างกายมนุษย์ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเธอจะได้เห็นได้ด้วยตัวเอง
มันง่ายมากและไม่ใช่เป็นเรื่องสลักสำคัญอะไร
ทุกสิ่งถูกสร้างขึ้นด้วยแสง ยกตัวอย่าง
หากเราต้องการสร้างบางอย่าง อาจจะเป็นถ้วยในโลกนี้
เราจะต้องละลายวัสดุบางอย่างและหลอมมันโดยใช้มือ
ความคิดของเราและเครื่องมือ ข้างบนโน้น เราใช้แสง 2 หรือ 3
ลำแสง
และปรับมันด้วยเครื่องมือซึ่งเท่าเทียมกับคอมพิวเตอร์ในโลกนี้
อย่างไรก็ตาม
เราไม่เคยเห็นคอมพิวเตอร์แบบที่พวกเขาใช้กันข้างบนโน้นในโลกนี้
คอมพิวเตอร์และเครื่องมืออื่นๆในโลกนี้ล้าหลังมาก
และไม่มีทางที่จะเปรียบเทียบได้กับเครื่องมือที่อยู่ข้างบนโน้น
ดังนั้นฉันจึงไม่สามารถที่จะบอกเธอว่าเครื่องมือที่อยู่ข้างบนโน้นมีหน้าตาอย่างไร
ฉันทำได้ก็แค่บรรยายสั้นๆให้เธอฟังเท่านั้น
ขอให้เราลองดูตัวอย่างที่ชาวสวรรค์ซึ่งต้องการสร้างบางอย่างด้วยเครื่องมือที่เขามี
เขาบังเอิญเป็นชาวสวรรค์ที่มีระดับต่ำมากกว่าที่จะเป็นระดับสูง
ผู้ที่มีระดับสูงไม่จำเป็นต้องผ่านความยุ่งยากลำบากเช่นนี้
ชาวสวรรค์คนนี้ก็กดตรงที่ 2 ที่ แล้วลำแสง 2-3
ลำก็จะมารวมกัน แสงลำหนึ่งอาจเป็นสีแดง
อีกลำหนึ่งเป็นสีน้ำเงิน เธอเลือกแสงที่เธอต้องการใช้
ขึ้นอยู่กับว่าเธอต้องการสร้างอะไร
เธอไม่จำเป็นต้องใช้แสงสีแดงและสีน้ำเงินตลอดเวลา
แสงที่ต่างกันก็มีหน้าที่ต่างกัน
คุณสมบัติและระดับของสติปัญญาที่ต่างกัน
แสงทุกชนิดมีสติปัญญาซึ่งตรงข้ามกับสิ่งที่เหมือนหินในโลกนี้
ซึ่งไม่มีความรู้สึก แสงทุกชนิดที่ข้างบนโน้นมีความรู้สึก
เมื่อลำแสง 2 ลำรวมกัน
มันอาจจะทำให้เกิดสิ่งเล็กๆและบางทีมีสีม่วง
แล้วชาวสวรรค์ก็จะใช้พลังของเขาเพื่อขยายมันและหล่อหลอมให้มันเป็นรูปร่างที่เขาต้องการ
เขาสามารถใช้ปัญญาของเขาเพื่อปรับมันได้
นี่ก็เหมือนกับวิธีการที่เมื่อเรามีความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ที่น้อยกว่า
เราเคยใส่ชิ้นเหล็กลงไปในไฟแล้วหลังจากที่มันอ่อนตัวลงเราจะอัดมันและทุบให้แบน ถ้าเราต้องการมันให้เป็นวงกลมเราจะทุบมันให้เป็นรูปทรงกลม ถ้าเราต้องการทำมีดเราจะทุบเหล็กให้เป็นรูปร่างที่ยาว
แต่ข้างบนโน้นไม่มีการใช้ค้อนและไม่ต้องใช้แรง
ชาวสวรรค์ใช้ปัญญาของพวกเขาเพื่อสร้างอะไรก็ตามที่พวกเขาต้องการ
หลายสิ่งทำให้สำเร็จลงได้ด้วยการหลอมรวมของพลังและแสงแห่งจักรวาล
อย่างไรก็ตามนี่ก็ยังอยู่ในระดับที่ต่ำและอยู่ในขั้นตอนแห่งการพัฒนา
นักบุญไม่ใช้หรือไม่มีความต้องการเครื่องมือที่ซับซ้อนเช่นนี้
เขาอาจสอนชาวสวรรค์ให้ทำสิ่งเหล่านี้
แต่เป็นเพียงแค่ส่วนหนึ่งของการฝึกฝนเพราะพวกเขาหลายคนชอบทำงานชนิดนี้
พวกเขาเบื่อเมื่อไม่มีอะไรทำทั้งวัน เธอนึกภาพออกไหม?
ชาวสวรรค์ที่อยู่ข้างบนโน้นไม่มีอะไรทำ
พวกเขาก็เลยเล่นกับแสง เอาลำแสง 2
ลำมารวมกันแล้วสร้างสิ่งต่างๆ
ออกมามายมาย
ทำไมเราจึงทุกข์ทรมานเหลือเกินในโลกนี้?
เพราะมันยุ่งยากลำบากที่จะสร้างสิ่งต่างๆ
แม้กระทั่งการทำมีดก็ต้องใช้ความพยายาม
ในอดีตมันยิ่งยุ่งยากลำบากกว่านี้เสียด้วยซ้ำ
สรรพสัตว์ที่ชาญฉลาดมากมายได้ลงมาจากโลกทิพย์
และโลกแห่งเหตุและผลเพื่อสอนมนุษย์
ด้วยเหตุนี้เราจึงฉลาดมากขึ้นและเจริญก้าวหน้า
สร้างสิ่งต่างๆ
ทางวิทยาศาสตร์เพื่อทำให้โลกของเราสะดวกสบายขึ้นและผู้คนของเรามีความสุขขึ้น
เธอนึกถึงภาพสถานที่นั้นออกไหม
ที่ที่มีปัญญาสูงกว่าและมีความเจริญก้าวหน้ามากกว่า
มีความเหนือกว่าโลกของเราเป็นพันล้าน และล้านๆ
เท่า?
ด้วยเหตุนี้สถานที่นั้นจึงได้ชื่อว่าแดนปัจฉิม
แดนแห่งพุทธะ หรืออาณาจักรของพระเจ้า
ทำไมเราจึงทุกข์ทรมานหลังจากที่เราเกิดมาในโลกนี้?
เป็นเพราะเราอยากได้สิ่งต่างๆมากมายซึ่งเราไม่สามารถได้มันมา
เมื่อเราต้องการบางอย่าง เราจะต้องใช้ความพยายามใช้พละกำลังของเรา
ต้องเหงื่อออกหรือหลั่งน้ำตาก่อนที่จะได้มันมา
และบางครั้งเราอาจไม่ได้มันมา เราขาดหลายสิ่งหลายอย่างเราจึงรู้สึกกลัดกลุ้ม โลกนี้แตกต่างจากภูมิภพที่สูงกว่าที่ซึ่งผู้คนสามารถได้สิ่งที่เขาต้องการอย่างรวดเร็ว
ดังนั้นจึงไม่ทุกข์ทรมานมาก
จากเรื่องนี้เราจะเห็นได้ว่า
ถ้าความอยากของเราหรือแม้กระทั่งความต้องการทางวัตถุหรือความต้องการในระดับที่ต่ำได้รับการตอบสนองอย่างง่ายดาย
ก็จะมีความเจ็บป่วยน้อยกว่าเนื่องจากการขาดแคลนวัตถุ
ประเทศต่างๆ
มากมายในโลกจึงถูกทำลายและคนเป็นจำนวนมากถูกฆ่าตายและถูกปราบโดยประเทศอื่น
เพราะสงครามจึงทำให้คนจำนวนมากกลายเป็นทาสและถูกประเทศอื่นควบคุม
นี่ก็เป็นความทุกข์ยากชนิดหนึ่งเหมือนกัน
ถ้าไม่มีการขาดแคลนสิ่งของทางวัตถุในโลกนี้
มันก็จะได้กลายเป็นสวรรค์ไปแล้วละ
ความแตกต่างระหว่างสวรรค์และโลกนี้
ฉันไม่ได้กำลังใช้สิ่งของทางวัตถุเพื่อดึงดูดใจเธอให้ไปสวรรค์
ฉันเพียงแต่กำลังบอกให้เธอทราบถึงความแตกต่างระหว่างสวรรค์และโลกนี้เท่านั้น
และให้เธอรู้ว่าทำไมโลกเราจึงทุกข์เหลือเกิน
และทำไมชาวสวรรค์จึงมีความสุข
สามารถทำสิ่งต่างๆได้อย่างง่ายดาย
และมีความฉลาดมากกว่าและก้าวหน้ามากกว่า
ทำไมพวกเราส่วนใหญ่จึงปรารถนาสิ่งต่างๆ
มากมาย?
เป็นเพราะเรารู้จากภูมิภพที่สูงกว่าและเคยอยู่ที่นั่นมาก่อน
เราได้เคยเห็นมันและศึกษาอยู่ที่นั่น
ความรู้ทางวิทยาศาสตร์และระดับของนักบุญถูกบันทึกไว้ในความทรงจำของเรา
ถ้าเราเปิดดูความทรงจำของเราๆ
จะเห็นสิ่งเหล่านี้อย่างชัดเจนและค่อยๆ
เข้าใจว่า “โอ!
ฉันเคยมีความสามารถมากมายเหล่านั้น” ทั้งหมดก็มีเท่านั้น
เราลงมาจากภูมิภพของนักบุญลงมายังโลกนี้เพื่อมาดู
แต่เราลืมว่าเราเป็นใครหลังจากที่เราลงมาแล้ว
อย่างไรก็ตามเราสามารถมองเป็นภูมิภพของนักบุญได้เมื่อเราทำสมาธิ
ภูมิภพเหล่านี้มาจากไหนกัน?
ฉันซื้อมันมาจากซุปเปอร์มาร์เก็ตเพื่อให้เธอมองดูหรือ?
ฉันเปิดทีวีให้พวกเธอดูหรือ? ไม่ใช่!
ทั้งหมดอยู่ภายในตัวเธอ มันถูกบันทึกไว้ในความทรงจำของเรา
พระเจ้าไม่ได้อยู่ข้างนอก ไม่มีใครนำพระองค์มาให้เธอ
มันเป็นเธอต่างหากที่เห็นพระองค์เมื่อเธอเปิดตาของเธอ
ดังนั้น
จึงไม่สามารถมีนักบุญโดยปราศจากสรรพสัตว์
พระเจ้าเป็นเพื่อนของเรา เป็นธรรมชาติของเรา
พระองค์ไม่ได้อยู่ข้างนอก
ถ้าใครกำลังมองหาและบูชาพระเจ้าจากภายนอก
ก็เป็นเรื่องที่น่าเศร้ามาก
เพราะเขากำลังเดินอยู่บนนอกเส้นทางเดิน ทางที่ผิด
เราควรจะมองเข้าไปข้างใน ทุกอย่างอยู่ภายในตัวเรา
ตอนนี้เธอก็เข้าใจแล้วนะว่าคำสอนของฉันมีหลักการ (เสียงปรบมือ)
หากใครไม่เห็นด้วยกับฉันหรือไม่ชอบในสิ่งที่ฉันพูด
เมื่อฉันพูดว่า “เธอไม่จำเป็นต้องบูชาพระเจ้า
เพื่อที่จะกลายเป็นพระเจ้า
คนที่บูชาพระเจ้าไม่สามารถกลายเป็นพระเจ้าได้”
มันหมายความว่าเขาไม่รู้แจ้งพอเพียงที่จะเข้าใจเหตุผล
ตลอดทุกยุคทุกสมัยที่ผ่านมา
ไม่เคยมีใครได้ค้นพบพระเจ้าจากข้างนอก
ทันทีที่บุคคลผู้หนึ่งได้ค้นพบพระเจ้า
บุคคลนั้นก็จะตระหนักว่าทุกอย่างถูกสร้างมาจากความคิด
ชาวพุทธท่องเรื่องนี้เสมอๆเวลาทำวัตรเช้าและวัตรเย็น “หากผู้หนึ่งต้องการมีสำนึกในนักบุญทั้งหลายในอดีต
ปัจจุบันและอนาคต
ผู้นั้นควรจะเพ่งพิจารณาธรรมชาติอันแท้จริงของตัวเขาและเข้าใจว่าทุกอย่างถูกสร้างมาจากความคิด
แม้แต่พระเจ้าก็ถูกสร้างมาจากความคิด
เพราะฉะนั้นเราจึงควรหาพระเจ้าจากภายในและไมใช่จากที่อื่น
เราไม่ควรบูชาภูเขา แม่น้ำหรือรูปปั้นบูชา
ฉันได้เล่าภูมิภพนั้นให้เธอฟังเพื่อให้เธอเปรียเทียบมันกับโลกนี้เท่านั้น
มันไม่ใช่ภูมิภพที่สูงสุด
ที่ซึ่งไม่มีความจำเป็นที่จะต้องทำสิ่งต่างๆเหล่านี้
ฉันเพียงแค่เล่าสิ่งที่อยู่ในระดับต่ำให้เธอฟังเพื่อให้เธอเข้าใจ
ถ้าฉันบอกเธอว่าเธอไม่ต้องการอะไรเลยในภูมิภพที่สูงสุด
เธอก็อาจจะกลัว เพราะเธอชอบที่จะมีของมากๆ ยิ่งมากยิ่งดี
ตอนนี้ถ้าเธอได้ยินว่าเธอไม่ต้องการอะไรเลยในภูมิภพที่สูงสุด
เธออาจจะรับมันไม่ได้และอาจพบว่ามันไกลเกินไปจากเธอ
พระเจ้ามีทุกสิ่งทุกอย่าง
พระองค์ไม่ต้องการเครื่องไม้เครื่องมือใดๆ
หรือจำเป็นที่จะต้องปรับลำแสง 2 ลำ
พระองค์ไม่จำเป็นต้องทำสิ่งเหล่านั้น
พระองค์มีอยู่ทั่วไปทุกหนแห่ง
และสามารถเปลี่ยนเป็นอะไรก็ตามที่พระองค์ต้องการเป็น
อย่างไรก็ตามบางคนยังยึดอยู่กับรูปร่างหน้าตาบางอย่างและต้องการให้พระองค์มีหน้าตาเป็นแบบนี้แบบนั้น
ดังนั้นพระองค์จึงทำตามความปรารถนาของพวกเขา
พวกเราเคยได้ยินว่าหลังจากที่คนได้เป็นนักบุญแล้ว
คนคนนั้นก็จะเป็นหนึ่งเดียวกับสิ่งที่สร้างขึ้นมาทั้งหลาย
แต่ทำไมจึงยังคงมีนักบุญคนนี้และนักบุญคนนั้น?
พวกเขาเป็นหนึ่งเดียวกับจักรวาล แน่นอน
แต่พวกเขาก็ยังคงรักษาบุคลิกลักษณะของตัวเองไว้
เนื่องจากเราได้พัฒนาการเป็นเอกัตตบุคคลของเรา
เราจึงไม่สามารถกลับไปยังสิ่งที่เราเคยเป็นเมื่อทั้งหลายเป็นหนึ่งเดียวกันและไม่มีลักษณะเฉพาะบุคคล
เรื่องนี้ก็คล้ายกับการมีลูก
แม้ว่าลูกนั้นจะมาจากเลือด กระดูกและความรักของเธอ
เธอก็ไม่สามารถเอาเขาใส่กลับเข้าไปในตัวเธอได้
เขาได้คลอดออกมาแล้วและกลายเป็นคนๆ
หนึ่ง ในทำนองเดียวกัน
เนื่องจากเราเกิดมาจากแสงอันยิ่งใหญ่ของจักรวาล
เราจึงได้พัฒนาตัวเราแต่ละบุคคล
แม้ว่าเราจะเป็นหนึ่งเดียวกับจักรวาลหลังจากที่เราได้พัฒนาตัวเราเป็นเฉพาะบุคคลแล้ว
เราก็ไม่สามารถกลายเป็นแสงดั้งเดิม
แม้ว่าเรายังคงมีคุณสมบัติ พลัง กำลังและความรักแบบเดิม (เสียงปรบมือ)
เราทั้งหลายมาจากอาณาจักรของพระเจ้า
เมื่อเรามีชีวิตอยู่ในโลกของนักบุญ
แนวความคิด ทรรศนะ สติปัญญา
วิธีการทำสิ่งต่างๆและวิธีการคิดของเราจะแตกต่างจากเมื่อเรามีชีวิตอยู่ในโลกนี้
ในโลกนี้เราถูกจำกัดโดยข้อจำกัดของระยะทางและกาลเวลาและเราคิดและทำสิ่งต่างๆที่แตกต่างออกไป
ด้วยเหตุนี้เราจึงต้องรู้แจ้งเพื่อที่จะทำลายข้อจำกัดและออกไปดูข้างนอก
พวกเราส่วนใหญ่ครั้งหนึ่งเคยเป็นนักบุญ
เรามายังโลกนี้เพื่อมาดู มาให้พรโลกนี้
และให้การศึกษากับสรรพสัตว์ สัตว์ พืชและหินที่นี่
เราต้องการสอนพวกเขา ให้พรแก่พวกเขาและยกระดับของพวกเขา
แต่หลังจากที่สอนพวกเขามายาวนานเราก็เคยชินกับมันและยึดติดกับสิ่งที่เรากำลังสอนอยู่
เราไม่ยอมปล่อย และด้วยเหตุนี้เราจึงถูกผูกมัดอยู่ที่นี่
ฉันไม่ได้สอนธรรมวิถีใหม่ให้กับเธอ
หรือสอนคัมภีร์ใหม่ให้กับเธอ
ฉันได้บอกเธอเสมอมาว่าเธอเป็นเหมือนเช่นฉันและเหมือนเช่นพระเจ้า
อย่างไรก็ตามเธอจำเป็นที่จะต้องบำเพ็ญเพื่อที่จะให้จำได้ว่าให้เธอเป็นใคร
เธอบำเพ็ญอย่างไร?
ทุกวันเธอควรมองหาธรรมชาติแห่งพระเจ้าที่อยู่ภายในแล้วมันจะปรากฏให้เธอเห็น
หลังจากที่เธอได้เห็นมันเป็นเวลานานภายในของเธอก็จะตื่นขึ้นและเข้าใจ
ยกตัวอย่าง
ถ้าเราไม่ได้ใช้มือของเราเป็นเวลานาน
เราก็อาจลืมว่าเราจะใช้มันอย่างไร
บางครั้งหลังจากที่เราทำสมาธิเป็นเวลานาน
เราอาจรู้สึกว่าเราไม่มีมือ
ไม่มีร่างกายและเราอาจไม่สามารถเดินได้
หลังจากที่ได้นวดแล้ว
เราจึงรู้สึกว่าเรามีมือและสามารถใช้มันได้
บางครั้งถ้าเราถูกปิดล็อคหรือถูกผูกมัดนานเกินไปเราอาจจะตัวชาไปทั่ว ในภายหลังเมื่อเราปลดปล่อยเราอาจไม่สามารถเคลื่อนไหวมือและเท้าของเราได้
นี่คือเหตุผล
เป็นแบบเดียวกันกับธรรมชาติแห่งพระเจ้า
ถ้าเราไม่ฝึกฝนที่พัฒนามัน ไม่ปลุกเพื่อใหัมันตื่นขึ้น
หรือนำมันออกมาและใช้มัน เราก็จะเป็นเพียงแค่คนธรรมดาๆ
แม้ว่าเราจะมีธรรมชาติของพระเจ้าและปัญญาอันยิ่งใหญ่อยู่ภายใน
เราจะไม่สามารถใช้มันได้ ถ้าเราไม่นำมันออกมา
นี่ก็เหมือนกับการฝากเงินในธนาคาร ไม่ถอนออกมา
แล้วก็หิวตาย (เสียงปรบมือ)
ฝึกฝนการใช้ตาที่ 3 ให้เป็นนิสัย
ผู้บำเพ็ญทางจิตวิญญาณก่อนประทับจิตหรือในพวกเราบางคนหลังจากประทับจิตแล้ว
ทำไมพวกเราจึงไม่เห็นแสงในบางครั้ง?
ทำไมพวกเราบางคนจึงเห็นมันเป็นครั้งคราวเท่านั้น?
นี่เป็นเพราะเราไม่ได้ใช้ตาที่ 3 ของเราเป็นเวลานาน
แล้วมันก็ขึ้นราและเป็นสนิม แม้ว่าตอนนี้เราต้องการใช้มัน
เราก็ไม่เคยชินกับมัน
นี่ก็เหมือนกับคนซึ่งฝึกใช้กล้ามเนื้อของเขาทุกวัน
แล้วกล้ามเนื้อของเขาก็จะแข็งแรงขึ้นๆ
บางคนกินมากและฝึกใช้กระเพาะอาหารของเขาทุกวัน
กระเพาะอาหารของเขาจึงใหญ่ขึ้นๆ (เสียงหัวเราะ)
บางคนฝึกใช้ตาที่ 3 ของเขา ดังนั้นตาที่ 3
ของเขาจึงเปิดมากขึ้นและสว่างมากขึ้น
และพวกเขาก็สามารถเห็นทุกสิ่ง
ถ้าเราสามารถเห็นโลกภายนอกด้วยตาเนื้อของเรา
และเห็นโลกภายในด้วยตาที่ 3 ของเรา
เราก็จะมีตาทุกชนิดและจะสามารถเห็นได้ทั้งภายในและภายนอก
ถึงเวลานั้นเราก็จะรู้อย่างแท้จริงว่าภูมิภพของนักบุญนั้นมีอยู่จริง
เหมือนกับมิติทางจิตวิญญาณในระดับสูง
โลกของเราเป็นเพียงหนึ่งในภูมิภพในจักรวาลเท่านั้น
มันหยาบและมีความเป็นวัตถุมากกว่า
แต่มันมีรูปทรงทางจิตวิญญาณซึ่งคล้ายคลึงกับรูปร่างทางวัตถุของมัน
แม้ว่าจะสวยกว่า ละเอียดอ่อนกว่าและสง่าสวยหรูกว่า
เราไม่สามารถมองเห็นมันได้
ยกเว้นเราจะมองมันด้วยตาที่สวยงามละเอียดอ่อนและงดงามของเรา
ก็เหมือนกับมนุษย์มีทั้งกายเนื้อและดวงวิญญาณ
เราอาจจะดอกไม้ที่เป็นวัตถุ
แต่มันก็มีรูปทรงที่มีจิตวิญญาณและมีรูปทรงที่สวยกว่า
ผู้รู้แจ้งหรือผู้ที่มีตาปัญญาเปิด
ไม่ใช่เป็นเรื่องสำคัญอะไร
ถ้าเธอฝึกพุ่งความสนใจของเธอไปยังสิ่งบางอย่าง
เธอก็จะได้มัน ถ้าเธอฝึกใช้กล้ามเนื้อของเธอ
เธอก็จะมีกล้ามเนื้อขึ้นมา ถ้าเธอฝึกใช้กระเพาะอาหารของเธอ
มันก็จะใหญ่ขึ้น ถ้าเธอฝึกใช้สมองของเธอ เธอก็จะฉลาดขึ้น
เมื่อตอนเธอเข้าวิทยาลัยและเรียนสิ่งต่างๆมากมายที่นั่นทุกๆวัน
เธอก็จะฉลาดมากขึ้นและได้รับความรู้เพิ่มขึ้น
นักวิทยาศาสตร์ฝึกใช้สมองของพวกเขาและทำการค้นคว้าวิจัยทุกวัน
พวกเขาจึงสามารถประดิษฐ์สิ่งต่างๆ
มากมายให้โลกนี้
ในทำนองเดียวกัน เมื่อเราฝึกใช้ตาที่ 3
ของเรา มันก็เหมือนกับการทำงานหรือทำงานอดิเรก
เราไม่ควรที่จะละทิ้งภรรยา
ลูกชายและครอบครัวของเราเพื่อที่จะฝึกการใช้ตาที่ 3 ของเรา
ฉันไม่ได้ละทิ้งทุกสิ่งทุกอย่าง ฉันมีลูกชายและภรรยามากมาย
(ท่านอาจารย์หัวเราะ ผู้ฟังปรบมือ)
ฉันแค่ละทิ้งครอบครัวเล็กๆเท่านั้น
ละทิ้งคนคนเดียวเท่านั้น แต่ฉันก็ได้รับผลกรรมตอบสนอง
ถ้าเธอคิดว่ามันลำบากเดือดร้อนที่จะมีสามีหรือภรรยาและลูก
2 หรือ 3
คนและพวกเขาเป็นอุปสรรคต่อการบำเพ็ญทางจิตวิญญาณของเธอ
เธอก็ดูฉันเป็นตัวอย่างได้ ถ้าเธอละทิ้งครอบครัวของเธอๆ
ก็จะเป็นเหมือนอย่างฉัน เธอจะต้องดูแลคนมากขึ้นเธอไม่สามารถวิ่งหนีไปจากมันได้
ดังนั้น
เธอจึงควรที่จะดูแลครอบครัวของเธอในขณะที่ฝึกการใช้ตาที่
3 ของเธอโดยถือเป็นงานอดิเรกเท่านั้น
นี่ไม่ใช่เรื่องสลักสำคัญอะไรหรือเป็นการกระทำที่ลึกลับ
นักบุญทั้งหลายได้ถูกบันทึกไว้ในความทรงจำของเธอ
พวกเขายังคงอยู่เคียงข้างเธอในขณะที่เธอทำสิ่งต่างๆมากมายชีวิตแล้วชีวิตเล่า
เธอจะตระหนักในเรื่องนั้นได้ในเมื่อเธอจดจำพวกเขาได้
เธอควรจะย้ำเตือนตัวเธอเองทุกวัน
แล้วในที่สุดเธอจะตระหนักได้ว่า “ฉันก็เป็นนักบุญด้วยเหมือนกัน!”

|