เสียงสวรรค์สันติภาพของเอสซีน
เล่ม
1
มีบทอ้างอิงมากมาย
ซึ่งแสดงให้เห็นอย่างเด่นชัดถึงความเห็นของพระเยซูในเรื่องมังสวิรัติ
ตัวอย่างเช่น
พระเยซูได้ถูกถามว่า
“โมเสสผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดในอิสราเอล
ทำให้บรรพบุรุษของเราต้องทุกข์ทรมาน
ในการรับประทานเนื้อของสัตว์เดรัจฉานที่สะอาด
และห้ามเฉพาะเนื้อของสัตว์เดรัจฉานที่ไม่สะอาดเท่านั้น
ทำไมท่านจึงห้ามเรารับประทานเนื้อของสัตว์เดรัจฉานทุกชนิดเล่า?
กฎของโมเสสหรือกฎของท่าน กฎไหนกันที่มาจากพระเจ้า?
”
สำหรับคำถามนี้ พระเยซูได้ตอบว่า
“พระเจ้าสั่งบรรพ-บุรุษของเจ้าว่า
‘เจ้าจงอย่าฆ่า’
แต่หัวใจของพวกเขาแข็งกระด้างและพวกเขาได้ฆ่า ดังนั้น
โมเสสจึงขอว่า
อย่างน้อยที่สุด พวกเขาไม่ควรฆ่ามนุษย์
และเขาทำให้พวกเขาต้องทุกข์ทรมานในการฆ่าสัตว์
แล้วหัวใจของบรรพบุรุษของเจ้าก็แข็งกระด้างมากยิ่งขึ้น
และพวกเขาได้ฆ่าคนและสัตว์
แต่ฉันขอพูดกับเจ้าว่า จงอย่าฆ่าคนหรือสัตว์
หรืออาหารที่เข้าสู่ปากเจ้า
เพราะถ้าเจ้ากินอาหารที่มีชีวิต
แบบเดียวกันก็จะเกิดกับเจ้า
แต่ถ้าเจ้าฆ่าอาหารของเจ้า อาหารที่ตาย จะฆ่าเจ้าด้วย
เพราะชีวิตมาจากชีวิตเท่านั้น
และ ความตายมาจากความตายเสมอ”
และพระเยซูก็กล่าวในรายละเอียดเพิ่มเติม โดยบอกถึงอาหาร
ที่ลูกศิษย์ของพระองค์ควรบริโภค
“เพราะร่างกายของเจ้าคือ
สิ่งที่เจ้ารับประทานเข้าไป และจิตวิญญาณของเจ้า
คือสิ่งที่เจ้าคิด เพราะฉะนั้น
จงตระเตรียมและรับประทานผลไม้ทั้งหลายของต้นไม้
หญ้าทั้งหลายของทุ่งหญ้า
และนมทั้งหลายของสัตว์ที่รับประทานได้
เพราะทั้งหมดเหล่านี้ถูกเลี้ยงและทำให้สุกโดยไฟแห่งชีวิต
ทั้งหมดคือของขวัญของเทพยดาแห่งพระแม่ธรณี
แต่จงอย่ารับประทานเฉพาะสิ่งที่ไฟแห่งความตายให้รสชาติ
เพราะสิ่งนั้นเป็นของซาตาน
เพราะฉะนั้น จงรับประทานจากโต๊ะของพระเจ้าเสมอ
คือผลไม้ของต้นไม้ เมล็ดธัญพืช
และหญ้าของทุ่งหญ้า นมของสัตว์ และน้ำผึ้งของผึ้ง
เพราะทุกสิ่งที่นอกเหนือจากนี้คือของซาตาน
และนำไปสู่บาปและโรคที่นำไปสู่ความตาย
แต่อาหารที่เจ้ารับประทานจากโต๊ะที่อุดมสมบูรณ์ของพระเจ้า
ให้ความแข็งแรงและความหนุ่มสาวแก่ร่างกายเจ้า
และเจ้าจะไม่มีวันมีโรค”
ข้อความที่คัดมานี้จากคัมภีร์เอสซีน
สนับสนุนการยืน-กรานของท่านอาจารย์ชิงไห่ในตระกูลเอสซีนของพระเยซูและตระกูลแห่งมังสวิรัติว่า
“พระเยซูเป็นมังสวิรัตินับแต่ประสูติ
และแม้กระทั่งเมื่อพระองค์อยู่ในครรภ์
พระเยซูประสูติในครอบครัวมังสวิรัติ
เชื้อสายประเพณีมังสวิรัติ เชื้อสายเอสซีน
สิ่งนี้
คุณสามารถศึกษาได้ในหนังสือเกี่ยวกับชีวิตของพระเยซู
คุณควรศึกษาชีวิตของพระเยซูในหนังสืออีกเล่มหนึ่ง
ซึ่งไม่ใช่คัมภีร์คริสต์”
ณ
ตรงนี้ท่านอาจารย์ถึงกับอ้างอิงถึงเสียงสวรรค์สันติภาพของเอส-ซีน
และก็
“หนังสืออีกเล่มหนึ่ง
ซึ่งไม่ใช่คัมภีร์คริสต์”
สมาธิแสงและเสียง
จากที่เอ่ยข้างต้น ในหนังสือเอสซีน
พระเยซูได้เปิดเผยว่า
พระองค์เป็นอาจารย์แห่งการทำสมาธิแสงและเสียง ตัวอย่างเช่น
ในเสียงสวรรค์สันติภาพของเอสซีน เล่ม
4 -
การสอนผู้ที่พระเจ้าทรงเลือก
พระเจ้าได้เอ่ยถึงกระแสเสียงภายในดังต่อไปนี้
“ฉันขอบอกเจ้าจริงๆว่า
มีกระแสแห่งชีวิตอันศักดิ์สิทธิ์
ซึ่งให้กำเนิดแก่พระแม่ธรณีและเหล่าเทพยดาทั้งหลายของท่าน
สิ่งที่ตาของบุตรของมนุษย์มองไม่เห็น
คือกระแสแห่งชีวิตนี้
แต่บุตรของแสงได้รับความลับของการติดต่อกับเทพยดา
และตาของจิตวิญญาณของเจ้าจะเปิดออก แล้วเจ้าจะเห็น
และได้ยิน
และสัมผัสกระแสแห่งชีวิตที่ให้กำเนิดพระแม่ธรณี
และเจ้าจะเข้าสู่กระแสแห่งชีวิตอันศักดิ์สิทธิ์
และมันจะพาเจ้าด้วยความอ่อนโยนสุดประมาณ
ไปยังชีวิตที่เป็นนิรันดร
ในอาณาจักรของพระบิดาในสวรรค์ของเจ้า”
ในหนังสือเล่มเดียวกัน
พระเยซูตรัสถึงความจำเป็นในการเงียบหรืออยู่ในภาวะสมาธิ
ก่อนจะมีประสบการณ์ถึงเสียง
“ในตอนเริ่มต้นของเวลา
เราต่างแบ่งปันในกระแสแห่งชีวิตอันศักดิ์สิทธิ์
ที่ให้กำเนิดแก่ทุกสรรพสิ่ง
และเมื่อพระอาทิตย์อยู่สูงในสวรรค์
เจ้าก็ควรปล่อยให้กระแสเสียงอันศักดิ์สิทธิ์เข้าไปในหูของเจ้า
เพราะมันจะได้ยินเฉพาะในความเงียบเท่านั้น
จงคิดถึงกระแสน้ำที่เกิดในทะเลทรายภายหลังพายุฉับพลัน
และเสียงกระหึ่มของน้ำ
ขณะที่มันวิ่งผ่านไป จริงๆ
สิ่งนี้คือพระสุรเสียงของพระเจ้า
เพราะตามที่มันถูกเขียนขึ้นมาว่า ในตอนเริ่มต้นคือเสียง
และเสียงอยู่กับพระเจ้า
และเสียงคือพระเจ้า มันมีอยู่ในหูของเราเสมอ (แต่)
เราไม่ได้ยินมัน จงฟังมัน
แล้วในความเงียบของกระแสน้ำขึ้นลงยามเที่ยง จงอาบแช่ในมัน
และปล่อยให้จังหวะของดนตรีแห่งพระเจ้า ดังในหูของเจ้า
จนกระทั่งเจ้าเป็นหนึ่งเดียวกับกระแสเสียงอันศักดิ์สิทธิ์
จนมันอาจพาเจ้าไปสู่อาณาจักรพระบิดาแห่งสวรรค์อันไม่มีที่สิ้นสุด ณ
ที่ซึ่งจังหวะของโลกขึ้นและตก”
นอกจากนี้ ในการสอนผู้ที่พระเจ้าทรงเลือก
พระเยซูสนับสนุนการทำสมาธิแสง
“ในขณะก่อนที่เจ้าจะนอน
เจ้าควรคิดถึงดวงดาวที่สุกสว่างและรุ่งโรจน์ ดวงดาวที่ขาว
ส่องแสง มองเห็นแต่ไกล
และแทงทะลุไปไกล ขอให้ความคิดก่อนนอนของเจ้า
อยู่กับดวงดาว เพราะดวงดาวคือแสง
และพระบิดาในสวรรค์คือแสง แม้กระทั่งแสงนั้น
ซึ่งสว่างกว่าความสว่างของดวงดาวพันดวงเป็นพันเท่า
จงเข้าสู่กระแสแห่งแสงอันศักดิ์สิทธิ์
ที่โซ่ตรวนแห่งความตายไม่อาจแตะต้องได้ตลอดกาล
และเป็นอิสระจากพันธนาการของโลก
ทะยานขึ้นไป ทะลุผ่านรัศมีที่สว่างโชติช่วงของดวงดาว
เข้าสู่อาณา-จักรของพระเจ้าในสวรรค์อันไม่มีที่สิ้นสุด
เพราะในตอนต้นของเวลา
กฎหมายศักดิ์สิทธิ์กล่าวว่า จงมีแสง และมันคือแสง
และเธอจะเป็นหนึ่งเดียวกับมัน
และพลังของกระแสแสงอันศักดิ์สิทธิ์
จะเติมเต็มร่างกายทั้งร่างของเจ้า
และเจ้าจะสั่นในพลานุภาพของมัน”
ท้ายสุด ในการสรุปถึงพลังแห่งแสงและเสียงว่า
เป็นแหล่งที่สุดของการหลุดพ้นและการรู้แจ้ง
พระเยซูได้บอกลูกศิษย์ของพระองค์ว่า
“ฉันขอบอกเจ้าตามจริง
หูของเจ้าไม่ได้ถูกสร้างขึ้นเพื่อฟังเสียงมนุษย์
เสียงเพลงของนก และเสียงดนตรีของฝนที่ตกลงมาเท่านั้น
แต่มันถูกสร้างขึ้นให้ฟังกระแสแห่งเสียงอันศักดิ์สิทธิ์ด้วย
และตาของเจ้าไม่ได้ถูกสร้างขึ้นให้เห็นพระอาทิตย์ขึ้นและตก
เห็นการกระเพื่อมของฟ่อนเมล็ดธัญพืช
และเห็นถ้อยคำของม้วนกระดาษอันศักดิ์สิทธิ์เท่านั้น
แต่ถูกสร้างขึ้นให้เห็นกระแสแห่งแสงอันศักดิ์สิทธิ์ด้วย
จงเข้าสู่กระแสอันศักดิ์สิทธิ์ แม้กระทั่งชีวิตนั้น
เสียงนั้น และแสงนั้น
ซึ่งให้กำเนิดเจ้า
เจ้าอาจจะเข้าถึงอาณาจักรของพระบิดาในสวรรค์
และเป็นหนึ่งเดียวกับพระองค์”
การอ่านต้นฉบับเช่น
เสียงสวรรค์สันติภาพของเอสซีน
เล่ม
1
และ
เสียงสวรรค์สันติภาพของเอสซีน
เล่ม
4 –
การสอนผู้ที่พระเจ้าทรงเลือกการอ่านต้นฉบับเช่น
เสียงสวรรค์สันติภาพของเอสซีน
เล่ม
1
และ
เสียงสวรรค์สันติภาพของเอสซีน
เล่ม
4 –
การสอนผู้ที่พระเจ้าทรงเลือก
ซึ่งเสนอข้อคิดเห็นโบราณของพระเยซูเกี่ยวกับแสงและเสียงภายใน
และอาหารมังสวิรัติสามารถทำให้ความเชื่อของบุคคลหนึ่งแข็งแกร่งขึ้น
ในข่าวสารร่วมสมัยของท่านอาจารย์ชิงไห่
พระอาจารย์ทั้งสองได้เปิดเผยว่า
การทำสมาธิแสงและเสียง (ธรรมวิถีกวนอิม) และมังสวิรัติ
เป็นหนทางอันแท้จริงสู่การหลุดพ้นและการเข้าสู่อาณาจักรของสวรรค์
ในทางกลับกัน
คำสอนของพระเยซูและอาจารย์ชิงไห่
เป็นข่าวสารนิรันดรแห่งสัจธรรม
ธรรม
ซึ่งประกาศโดยศาสดาผู้ยิ่งใหญ่ทั้งหลายตลอดทุกยุคทุกสมัย
ตามที่ท่านอาจารย์ได้กล่าวว่า
“ในอีกนัยหนึ่ง
พระเยซูไม่เคยตาย พระเยซูทำงานผ่านอาจารย์ทั้งหลายตลอดทุกศตวรรษ
ตลอดทุกยุคทุกสมัย เพื่อทำให้เราผู้โง่เขลา
ผู้ซึ่งยังถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง ได้หลุดพ้นและรู้แจ้ง”
