อาจารย์กล่าว

 

เราสามารถพึงพอใจได้

เฉพาะด้วยการรวมกับพระเจ้าใหม่

ปราศรัยโดยท่านอนุตราจารย์ชิงไห่, เคปทาวน์ แอฟริกาใต้
วันที่ 1 ธันวาคม พ.. 2542  (ต้นฉบับเป็นภาษาอังกฤษ
วิดิทัศน์ที่ #676

พระบิดาในสวรรค์ของเราไม่เคยใส่ใจกับสิ่งที่เรียกกันว่าบาปของเราเพราะในสายตาของพระองค์นั้น เราไม่เคยทำบาปเลย  เราเพียงทำผิดพลาดไป  เราลืมตัวตนอันสูงส่ง ที่เราเป็น  ดังนั้น พระองค์จึงคอยส่งบุคคลที่พิเศษ บางคนมาอยู่เสมอ ดังเช่น พระเยซู พระพุทธเจ้า พระกฤษณะ พระมะหะหมัด ท่านคุรุนานัค หรือท่านอาจารย์เชน  นี่เป็นเพียงตัวอย่างจำนวนหนึ่งส่งมาเพื่อแสดงให้เราจำได้อีกครั้งว่า เราเป็นตัวตนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่อาจจินตนาการได้ในทั้งจักรวาลจริง ๆ

แม้แต่เทวดายังอิจฉาเรา แม้กระทั่งเทวดาที่ยิ่งใหญ่ที่สุด ก็จะต้องช่วยเหลือเรา เชื่อหรือไม่ และตลอดเวลา เราต่างก็ภาวนาถึงเทวดา ราวกับว่าพวกเขาเป็นผู้คุ้มครองที่ยิ่งใหญ่กว่าของเรา  พวกเขาเป็นเช่นนั้น แต่เป็นดังนั้นเพียง ตราบเท่าที่เรายังคงไม่ทราบถึงความรุ่งโรจน์ของเราเอง   ครั้นเราจำได้ว่า เราคือใคร พวกเขาจะยืนอยู่ข้าง ๆ คอยบริการเรา เพราะเราถูกทำขึ้นตามภาพลักษณ์ของพระเจ้า  สมมุติว่าเราสามารถไปสู่สวรรค์เมื่อใดก็ได้ ซึ่งเราทำหลังจากประทับจิตแล้ว  ตามแต่ความสามารถในการทำสมาธิของเรา เราไปสู่สวรรค์ส่วนที่สูงกว่าหรือต่ำกว่าเล็กน้อย  เราต่างก็จะไปสู่ที่นั่น และจะเห็นพระเจ้าในลักษณะที่แตกต่างกันไป  ดังนั้น สมมุติว่าเราไปสวรรค์ เมื่อเราเข้าถึงการรู้แจ้งที่สูงกว่าด้วยการบำเพ็ญอย่างขยันขันแข็งทุก ๆ วัน เมื่อนั้น เราจะเห็นเทวดาทั้งมวลและตัวตนที่ยิ่งใหญ่ทั้งมวล พร้อมด้วยแสงอันยิ่งใหญ่ที่สุดที่อาจจินตนาการได้เรียงรายอยู่ทั้ง 2 ข้างเพื่อต้อนรับเรา

นั่นคือ สิ่งที่เราเป็นจริง ๆ  มันดีกว่า การได้รับการปรนนิบัติด้วยพรมแดง ใดเสียอีก

และถ้าพระเจ้าเองถือว่า เราสมควรได้รับภาพลักษณ์แท้ของพระองค์เอง ซึ่งมิใช่สิ่งใดที่เราสามารถบรรยายได้ในภาษามนุษย์ของพระองค์นั้น เราก็จะละลายหายไปเสมือนน้ำแข็งในเทือกเขาหิมาลัย ภายใต้ดวงอาทิตย์เดือนมิถุนา  เราจะรู้สึกราวกับเด็กทารก เราจะรู้สึกถึงความปลื้มสุขอันไม่น่าเชื่อ  ประสบการณ์อันยอดเยี่ยมที่สุด ซึ่งผู้คนจะอธิบายถึงในความสัมพันธ์ของมนุษย์นั้น คือความปลื้มสุขทางเพศ ซึ่งจืดชืดเมื่อเทียบกับสิ่งนี้  ฉันจะต้องบอกเธอเรื่องนี้ เพื่อท่านสามารถเปรียบเทียบมันกับบางสิ่ง มิฉะนั้นแล้ว ฉันไม่ทราบว่าจะอธิบายความปลื้มสุขแห่งสวรรค์ว่าอย่างไรดี

เมื่อท่านอยู่ในความปีติสุข เมื่อท่านอยู่ในสมาธิ เมื่อท่านเผชิญหน้ากับพระเจ้า บางครั้งพระองค์จะเห็นสมควรที่จะปรากฏเป็นภาพลักษณ์หนึ่ง ๆ หรือเป็นหน้าตาอย่างหนึ่ง  หรือขึ้นอยู่กับว่า เราอยากจะเห็นพระองค์แบบไหน  พระองค์สามารถปรากฏเป็นมารดา หรือเป็นบิดา  กระนั้นอีก พระองค์สามารถเป็นเพียงความตระการด้วยแสง และดวงอาทิตย์นับพันรอบ ๆ ภาพลักษณ์ของพระองค์  และกระนั้น ท่านก็อยู่ในดวงอาทิตย์นับพันรอบ ๆ ตนเองเช่นกัน  เพราะ ณ เวลานั้น วิญญาณของท่านจะหลุดพ้น มันจะฉายแสงประเภทนี้ออกมา  ท่านจะเป็นแสงนั้น  และนั่นคือ สิ่งที่พระคัมภีร์ได้บอกเราว่า เราคือแสง ว่าเราเป็นเนื้อแท้อันเป็นแสง  พระวจนะก็ คือแสงเช่นกัน นั่นคือแรงสั่นสะเทือนชนิดหนึ่ง  แสงที่เข้มขึ้นกว่า จะกลายเป็นเสียง  เสียงนั้นเป็นเสมือนท่วงทำนองที่ได้ยินกันในโลกนี้  ด้วยเหตุนี้เราจึงชอบดนตรีเหลือเกิน เพราะมันคล้ายคลึงกับดนตรีแห่งสวรรค์มาก คล้ายคลึงกับพระวจนะ ที่ตรัสโดยพระเจ้า ภาษาสากล ซึ่งเมื่อเราได้ยิน ปล่อยให้เราเข้าใจทุกสิ่ง  เราจะเข้าใจทุกภาษา เราจะเข้าใจกันและกัน และเราจะรักกันและกัน  เราได้รับการหล่อเลี้ยง ได้รับพลังจากแรงสั่นสะเทือนภายในนี้มากเหลือเกินจากพระวจนะของพระเจ้า จากดนตรีแห่งสวรรค์ จนเราจะกลายเป็นบุคคลใหม่

ด้วยเหตุนี้จึงมีคนจำนวนมากเปล่งปลั่งหลังประทับจิตแล้ว  พวกเขาจะเปลี่ยนแปลงโดยสิ้นเชิงในทันใดจนกระทั่งบางครั้งฉันไม่สามารถจำพวกเขาได้เทียบกับก่อนและหลังประทับจิต  บางครั้งความเปลี่ยนแปลงนี้มากยิ่งขนาดนั้น และยิ่งพวกเขาทำสมาธิทุก ๆ วันมากเพียงใด พวกเขาก็จะยิ่งดูวัยเยาว์มากเท่านั้น  เพราะเซลล์ทั้งหมดจะเปลี่ยนใหม่  ด้วยเหตุนี้เราจึงกลายเป็นเสมือนเด็ก กลายเป็นไร้เดียงสามากขึ้น เฉลียวฉลาดขึ้น บริสุทธิ์ขึ้น และเรียบง่ายขึ้นในจิตใจ  เราใกล้สวรรค์มากขึ้น  พระคัมภีร์กล่าวไว้ว่า นอกจากว่าท่านได้กลายเป็นเสมือนเด็กอีกครั้ง ท่านจะไม่สามารถก้าวเข้าสู่อาณาจักรของพระเจ้าได้  การกลายเป็นเด็กนั้น เราจะต้องผ่านกระบวนการที่เรียกว่าการล้างบาป การล้างบาปด้วยไฟแห่งดวงวิญญาณ  นักบุญจอห์น ได้เอ่ยไว้ว่าไม่ต้องสงสัยว่า ฉันล้างบาปให้ด้วยน้ำ แต่ผู้ที่จะสืบต่อจากฉัน จะล้างบาปท่านด้วยไฟแห่งวิญญาณศักดิ์สิทธ์

ไฟแห่งวิญญาณศักดิ์สิทธ์คืออะไร? มันคือพระเจ้าเองที่จะมาชำระล้างเรา เชื่อมต่อเรากับพระองค์เองอีกครั้ง พาเรา ส่วนประกอบ ทำให้เราก้าวกลับมาสู่มวลทั้งหมดอีกครั้ง ทำให้หยดนั้นของมหาสมุทรประสานเข้ากับน้ำแห่งรักอันกว้างใหญ่ไพศาลนี้  นั่นคือการรับศีลล้างบาป  การรับศีลล้างบาปแท้นั้น จะเกิดขึ้นในช่วงเวลาน้อยกว่า 1 วินาที และเราจะอยู่ที่นั่นในทันทีในสวรรค์ ซึ่งเราควรอยู่  เพราะไม่มีอะไรแยกเราไปจากตัวเราเองและพระเจ้า ไม่เคยมีอะไรเลย นอกจากความสนอกสนใจของเราและความคิดของเรา ที่เราแยกไปจากพระเจ้า  และด้วยเหตุนี้ เราจึงแยกจากพระเจ้า  ฉันจึงเพียงแต่มาแสดงให้ท่านเห็นว่า จะย้ายความสนใจของท่านไปสู่ที่ที่แตกต่างไป ไปสู่มิติที่แตกต่างไปได้อย่างไร

ดังเช่น ขณะนี้ฉันกำลังมองท่าน และฉันเห็นท่าน ฉันจึงไม่สามารถเห็นได้ว่า อะไรอยู่ข้างหลัง  หากฉันหันหลังกลับไป ฉันก็จะเห็นว่า มันคืออะไร  เราสามารถเห็นพระเจ้าได้ ในขณะที่เรามีชีวิตอยู่  เราสามารถเลือกเวลาที่จะตายได้ด้วยซ้ำ  เราจะเลือกอันดับชั้นของสวรรค์ของเราเอง ก่อนที่เราจะไปที่นั่น  เช่นเดียวกับเมื่อเธอไปหาตัวแทนแห่งหนึ่ง เพื่อไปดูบ้านแบบต่าง ๆ กัน และดูว่า แบบไหนดีที่สุดสำหรับเธอ  ในทำนองเดียวกัน ในบ้านของบิดาเรานั้น มีอยู่หลายห้อง และเราสามารถเลือกได้ตามแต่ระดับความเข้าใจและระดับจิตสำนึกของเรา

เราไม่เคยแยกจากพระเจ้ามาก่อน นั่นคือ สิ่งที่ฉันอยากจะบอกเธอ  นั่นคือ สิ่งที่ฉันค้นพบ  เพียงกะพริบตาครั้งเดียว เราก็จะอยู่ในจิตสำนึกของพระเจ้า  เพียงกะพริบตาครั้งเดียว และเราก็จะกลับมาที่นี่อีกครั้ง  กะพริบตาอีกครั้ง และเราก็กลับไปสวรรค์  กะพริบอีกครั้ง แล้วเราก็กลับมาที่นี่  บางครั้งเขตแดนระหว่างสวรรค์และมิติทางกายภาพ มัวมาก จนเธอจะเข้าไปข้างใน แล้วก็ข้างนอก ข้างใน แล้วก็ข้างนอก  หรือเธอจะอยู่ทั้ง 2 แห่งในเวลาเดียวกัน ดังที่จิตสำนึกของท่านอาจารย์ส่วนใหญ่จะเป็น พวกท่านจะอยู่ในโลกทั้ง 2 ในเวลาเดียวกัน พวกท่านได้ชำนาญในศิลปะอันเหนือธรรมชาติแห่งการลบรอยต่อระหว่างโลกทางกายภาพและโลกสวรรค์  พวกเขาได้ลบเนื้อที่และเวลาไปจากจิตสำนึกของพวกเขา เพราะพวกเขาได้กลายเป็นหนึ่งกับพระเจ้าอีกครั้ง

มันเป็นเรื่องง่ายดาย ขนาดที่พวกเราคนหนึ่งก็สามารถจะทำได้ เพราะพวกเราแต่ละคนต่างก็เป็นพระเจ้าอยู่แล้ว  เราเพียงแต่ต้องหันไปมองทิศทางที่แตกต่างไป แค่นั้นเอง  ฉันเพียงแต่จะแสดงให้ท่านเห็นว่า ให้มองไปทางไหนภายในตนเอง จะแสดงให้เห็นว่า การติดต่อกับพระเจ้านั้นอยู่ที่ไหน ว่า พระเจ้าอยู่ที่ใด  หากพระองค์อยู่ภายในเรานั้น แล้วอยู่ที่ไหนเล่า? อยู่ภายใน ถ้าเช่นนั้น เราต้องเข้าสู่ภายใน ไม่ใช่ออกสู่ภายนอก  เมื่อเราออกสู่ภายนอก เราจะเห็นการปรากฏตนทางกายภาพของพระเจ้า  เราจะเห็นพระเจ้าทางกายภาพที่เดินไปเดินมา ที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ข้าง ๆ เรา ผู้ซึ่งรักเราทางกาย  ผู้รับประทานอาหารร่วมกับเรา ผู้หยอกล้อกับเรา ผู้หัวเราะกับเรา

แต่ภายใน เราจะเห็นความเป็นจริงของสรรพสิ่ง ของพระเจ้าผู้เป็นอยู่ ของพระเจ้าผู้มิได้เป็นกายภาพกระนั้นมีภาพลักษณ์เป็นพัน ๆ เป็นล้าน ๆ ภาพลักษณ์ เป็นพระเจ้าผู้ซึ่งไร้นาม กระนั้นผู้ซึ่งถูกเรียกด้วยนามอันแสดงถึงความรักนับพัน ๆ นาม ดังเช่น เราเรียกคนรักของเราว่า หวานใจ หรือ ที่รัก ขนมพายแอ๊ปเปิ้ลของฉัน น้ำตาลของฉัน ขนมหวานของฉัน  อะไรก็ตาม! บางครั้งเธอก็จะคิดชื่อขึ้นมาเองเป็นบางครั้งเพื่อเรียกคนรักของเธอ  ตัวอย่างเช่น มีบางคนเรียกภรรยาของตนว่า เส้นก๋วยเตี๋ยวของฉัน  นั่นก็ไม่เป็นไรดังนั้น ยังมีบางคนเรียกพระเจ้าว่า เจ้าสาว ด้วยซ้ำ เรียกว่า ผู้เป็นที่รักตลอดไป หรือเรียกว่า คู่ผู้ซื่อสัตย์

อะไรก็ใช้ได้ทั้งสิ้น เพราะเรารักพระเจ้ามากเหลือเกิน   และพระองค์รักเรามากเหลือเกิน  เราเป็นหนึ่งเดียว เราจึงเรียกพระองค์ว่าอะไรก็ได้  แต่มันจะเป็นการดีกว่าสำหรับพวกเราทั้งหมด ที่จะรวมกันเป็นหนึ่งเดียวอย่างแท้จริงกับผู้เป็นที่รักนี้อีกครั้ง  การพูดจามากมายเกี่ยวกับคู่ในอนาคตของตนหรืออนาคตสามีนั้น แต่ไร้การกลับมาอยู่ร่วมกัน ไม่มีการมาอยู่ด้วยกัน ก็ไร้ประโยชน์  เราจะไม่มีวันประสบถึงความสุขของการแต่งงาน หากเราไม่เคยได้เห็นสามี ที่เราได้ยินมามากมาย ในทำนองเดียวกัน ทุกคำที่เราเอ่ยถึงพระเจ้า ตัวอย่างเช่น ที่แนะนำพระเจ้าหรือเชิดชูพระเจ้านั้น เป็นเสมือนบทเพลงอันยอดเยี่ยมต่อหูเรา ต่อวิญญาณของเรา  แต่วิญญาณต้องการประสบการณ์ที่ชัดเจนกว่านี้ ต้องการเผชิญหน้ากับพระเจ้าอย่างแท้จริง และเรื่องนี้ฉันสามารถช่วยท่านได้ (เสียงปรบมือ พระเจ้ารักท่านเหลือเกิน!