ถ:
ทำไมเราจึงต้องเวียนว่ายตายเกิดไปเรื่อยๆ จนกว่าเราจะไปถึงนิพพาน?
อะไรคือสาเหตุ อะไรคือเหตุผลของการเกิดในครั้งแรก?
อ:
เรามาที่นี่กันก็เพราะว่าเราอยากจะเข้าร่วมในละครสร้างสรรค์
ถ้าพวกเราไม่เข้ามาร่วม ก็ไม่มีการสร้างสรรค์และไม่มีอะไรสนุกๆ
เพราะฉะนั้นแต่ละคนจึงเข้ารับงานหน้าที่อย่างหนึ่งในโลกนี้
แล้วก็พยายามจะทำงานนี้ให้สำเร็จลุล่วงไป
เพราะฉะนั้นดั้งเดิมเลยก็มีผู้คนระดับต่างๆ แตกต่างกัน มีงานหน้าที่ต่างๆ
และไม่มีใครรังเกียจว่าเขาจะมีตำแหน่งต่ำหรือสูง
หรือว่าเขาจะได้รับพรให้ร่ำรวยหรือว่าจะถูกกำหนดให้เป็นขอทานคนหนึ่งบนถนน
ไม่มีใครรังเกียจเลยในตอนเริ่มแรกของ ละคร ของเรา
แต่หลังจากเวลาผ่านไป
เราก็กลับกลายมายึดติดกับบทบาทของเราและเราหันมาสงสารตัวเราเอง
หรือหยิ่งทะนงในตัวเอง และเราก็เสียวัตถุประสงค์ของ ละคร ไป
นั่นคือเวลาที่เราเริ่มรู้สึกถึงความทุกข์ของการต้องการสิ่งนี้สิ่งนั้น
ของการเปรียบเทียบตำแหน่งฐานะต่างๆและพรต่างๆ ในโลกนี้
เราถือเอาว่าบทบาทที่เราเล่นเป็นเรื่องจริง
และยิ่งเรายึดติดในบทบาทของเรามากขึ้น เราก็ยิ่งจดจำวัตถุประสงค์ของ ละคร
ของเราได้น้อยลง เราจำความยิ่งใหญ่และต้นกำเนิดดั้งเดิมของเราได้น้อยลง
แล้วเพราะว่าเรายึดติดกับบทบาทต่างๆ ของเรามาก
เราจึงบอกว่าตัวเราเองเป็นขอทานที่เรากำลังเล่นบทนั้นอยู่
หรือว่าเป็นกษัตริย์ที่เราสวมตำแหน่งนั้นอยู่
เราพยายามทำเต็มที่ที่จะทำให้ชะตากรรมของเราดีขึ้น
หรือเพื่อจะรักษาตำแหน่งที่สูงของเราไว้
และเราไม่เกรงกลัวที่จะทำอะไรเลวๆ เพื่อที่จะให้สำเร็จสมความปรารถนา แล้วบทบาท
ละคร ที่สนุกๆ ก็กลับกลายเป็นความทุกข์
ขณะที่เราพยายามจะทำให้ชะตากรรมของเราดีขึ้น
พยายามรักษาตำแหน่งฐานะของเราเอาไว้ ความปรารถนาต้องการทั้งหลายก็เกิดขึ้น
ถ้าความปรารถนาเหล่านั้นไม่ได้รับการสนองจนพอใจในชาตินี้
เราก็พยายามจะกลับมาอีกเพื่อต่อสู้ให้ได้สิ่งที่เราเชื่อว่ามันยุติธรรม
นั่นคือวิธีที่เราทำให้ ละคร นั้นเสียไป
และนั่นคือวิธีที่เราเวียนว่ายตายเกิดและทุกข์ทน
เพราะฉะนั้น
ดั้งเดิมเลยเรามาจากอาณาจักรของพระเจ้าหรือดินแดนของพุทธะเท่าเทียมกันหมด
กษัตริย์ที่เกิดในโลกนี้
หรือว่าขอทานที่เกิดในโลกนี้ซึ่งเป็นเทวดาที่ยิ่งใหญ่เท่าเทียมกันหรือมีฐานันดรทางจิตวิญญาณที่เท่าเทียมกันในสวรรค์
ตอนนี้จึงเริ่มต่อสู้กันเพื่อแย่งชิงตำแหน่งฐานะ
ความร่ำรวยและความมีชื่อเสียง นั่นคือวิธีที่เราเริ่มต้นทุกข์
นั่นคือวิธีที่เราไม่มีทางจะได้ออกจากการเวียนว่ายตายเกิดทางโลกวัตถุนี้
การรู้แจ้งเท่านั้นที่สามารถช่วยเราให้ฝ่าผ่านตำแหน่งฐานะและขอบเขตขวางกั้นที่เป็นมายานี้ไป
เพื่อที่จะได้ตระหนักว่าดั้งเดิมเราเท่าเทียมกันหมดทุกคนในอาณาจักรของพระเจ้า
ไม่มีอะไรที่เราจำเป็นจะต้องต่อสู้ให้ได้มา ไม่มีอะไรที่เราควรจะอับอาย
ไม่มีอะไรที่เราควรจะหยิ่งภาคภูมิใจเกี่ยวกับความเป็นอยู่หรือการดำรงอยู่ทางร่างกายและตำแหน่งฐานะต่างๆ
ในโลกนี้ เพราะฉะนั้นหลังจากรู้แจ้งแล้ว
มันจึงเท่าเทียมกันสำหรับตัวเราไม่ว่าเราจะอยู่เพื่อเป็นกษัตริย์ปกครองประเทศไป
หรือว่าเราจะสละทุกอย่างแล้วกลายเป็นพระออกภิกขาจารไปตามท้องถนน
เมื่อมีการรู้แจ้งแล้วเราก็สามารถอยู่เป็นกษัตริย์และปกครองประเทศไปและก็ได้รับการเป็นอิสระหลุดพ้นไปด้วยในเวลาเดียวกัน
ถ้าไม่มีการรู้แจ้งแล้วแม้แต่การกลายเป็นพระก็เป็นการแสดงกิริยาอาการที่ว่างเปล่าเท่านั้น
ไม่ได้ทำให้เรามีการยกระดับทางจิตวิญญาณขึ้นแต่อย่างใด
เพราะว่าการตระหนักรู้และการสำนึกรู้ภายในเท่านั้นที่ปลดปล่อยเราให้เป็นอิสระ
ไม่ใช่แรงบังคับหรือลักษณะปรากฏหรือท่าทางการกระทำภายนอกที่สามารถนำสัจธรรมมาสู่เราได้
(คนปรบมือ) ขอบคุณ
ถ: อยากจะทราบว่าหลังจากประทับจิตแล้ว วิถีชีวิตจะเปลี่ยนไปหรือไม่?
อ:
เปลี่ยนและไม่เปลี่ยน เปลี่ยนภายในไม่ใช่ภายนอก แน่นอน
ลักษณะท่าทางภายนอกก็จะเปลี่ยนไปบ้างเช่นกัน
ผู้ประทับจิตแล้วหลายคนกลายเป็นคนที่มีประโยชน์มากขึ้น สวยงามมากขึ้น
มีความอดทนมากขึ้น มีความรักมากขึ้น
แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการเปลี่ยนแปลงภายในจากความโง่เขลาไม่รับรู้มาเป็นปัญญา
ในอีกประการหนึ่งก็คือเราไม่ได้เรียกร้องต้องการให้เปลี่ยนวิธีการดำรงชีวิต
หรือเปลี่ยนงาน เปลี่ยนศาสนาใดๆ เลย
 |