ในคัมภีร์อัลกุรอ่านมีประโยคหนึ่งซึ่งมีความหมายดีมาก
โดยได้กล่าวว่า เมื่ออยู่ในโลกนี้
เราควรเป็นแขกผู้มาเยือนที่ดีคนหนึ่ง
ควรมีชีวิตที่หลากหลายสมบูรณ์แบบและมีความหมาย นี่คือสิ่งที่ได้กล่าวไว้ในคัมภีร์อัลกุรอ่านของศาสนาอิสลาม
เมื่อฉันได้อ่านดูรู้สึกมีความหมายดีมาก
เราคิดเพียงแต่ว่าศาสนาพุทธเท่านั้นจึงจะมีการสอนให้รู้ว่าโลกนี้อนิจจัง
เราอยู่ที่นี่เป็นเพียงแขกผู้มาเยือนคนหนึ่งเท่านั้น
อีกไม่นานเราก็ต้องจากไป คิดไม่ถึงว่าคัมภีร์อัลกุรอ่านของศาสนาอิสลามก็ได้กล่าวในสิ่งที่เหมือนๆ
กัน ในเมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว
เราจะถกเถียงกันมากมายไปเพื่ออะไร?
ถกเถียงกันว่าศาสนาใดจะดีกว่ากัน?
เราอ่านเพียงประโยคเดียวเท่านั้นก็รู้สึกว่ามีความหมายดีมาก!
แม้ประโยคจะสั้นนิดแต่ความหมายกว้างสมบูรณ์มาก
เวลาที่เราอยู่ในโลกนี้ เราควรใช้ชีวิตให้มีความหมาย
มีความหลากหลายสมบูรณ์แบบและมีความอิสระเสรี
คัมภีร์อัลกุรอ่านของศาสนาอิสลามมีกล่าวถึงเสียงเช่นกัน
มิเพียงแต่ศาสดาพระมะหะหมัดกล่าวถึงเท่านั้น
ศิษย์ของท่านก็มีการกล่าวถึงด้วย
เมื่อเราได้ยินเสียงขลุ่ยแล้ว ปัญญาของเราจะถูกเปิด
ซึ่งจะทราบทุกสิ่งทุกอย่าง มีความผ่อนคลาย มีความสุข
มีความอิสระและได้รับการหลุดพ้นในที่สุด!
เสียงขลุ่ยดังกล่าวมิได้หมายถึงเสียงขลุ่ยภายนอก
เราบำเพ็ญธรรมวิถีกวนอิมจะทราบดีว่าหมายถึงอะไร
สิ่งที่กล่าวนี้ หมายถึงภูมิภพแห่งอันดับชั้นที่สูง
แต่ว่าถ้าหากเราบอกว่าเรานับถือศาสนาอิสลามแต่ไม่เคยได้ยินเสียงขลุ่ยภายในเลย
เราก็จะไม่ทราบว่าสิ่งที่กล่าวในคัมภีร์อัลกุรอ่านหมายถึงอะไร
หรือในพระคริสต์ธรรม พระเยซูตรัสว่า
เธอได้ยินเสียงลมแต่เธอไม่ทราบว่าเสียงลมมาจากที่ใด
และจากไปที่ใด เสียงลมนี้คงอยู่ ไปมาอิสระ
เราได้ยินเสียงพุทธะที่คงอยู่ไปมาอิสระทั้งหลาย
ก็คือการที่เราได้พบส่วนหนึ่งแห่งความมีอยู่ทุกหนทุกแห่ง
อีกส่วนหนึ่งของพระองค์คือแสงและเราก็ไม่ทราบว่าแสงมาจากที่ใด
ซึ่งแสงนี้ก็คือคุณสมบัติแห่งความมีอยู่ทุกหนทุกแห่งชนิดหนึ่ง
คำว่าคงอยู่ตลอดกาลหมายถึง ไม่มาและไม่จากไป
ไม่ทราบว่ามาจากที่ใดและจากไปที่ใด
ดังนั้น
เราเห็นสิ่งที่มีอยู่ทุกหนทุกแห่ง
มิได้หมายความว่าเห็นบุคคลหนึ่ง ไม่จำเป็นต้องพบท่านอมิตาภพุทธ
หรือพระศากยมุนีพุทธเจ้า
จึงจะเรียกว่าเห็นสิ่งที่มีอยู่ทุกหนทุกแห่ง จริงอยู่ พระศากยมุนีพุทธเจ้าเรียกพระองค์เองว่าอยู่ทุกหนทุกแห่งไม่ผิด
แต่ว่าสิ่งที่พระองค์ตรัสเป็นการบ่งชี้ทิศทางแห่งสัจธรรมเท่านั้น
ความเป็นมีอยู่ทุกหนทุกแห่ง เป็นประสบการณ์ภายใน
เป็นคุณสมบัติแห่งความเป็นมีอยู่ทุกหนทุกแห่ง
หลังจากได้เห็นคุณสมบัตินี้แล้ว ปัญญาของเราจะเปิด
เวรกรรมของเราจะหมดสิ้น เราจะเป็นอิสระ
เราจะเข้าใจวงจรชีวิตของจักรวาลยิ่งๆ ขึ้นไป จนในที่สุด
เราจะเข้าใจอย่างแท้จริงว่าสรรพสิ่งทั้งหลายเป็นหนึ่งเดียว
เมื่อนั้นเราจะเข้าใจอันดับชั้นของท่านเหลาจื่อว่าเป็นอย่างไร
เมื่อนั้นเราจะสรรเสริญท่านเหลาจื่อจากใจจริง
เพราะเรามีประสบการณ์เหมือนๆ กัน
เราพิสูจน์ได้แล้วสิ่งที่ท่านได้กล่าวว่า
"สรรพสิ่งเป็นหนึ่งเดียวกัน" นั้นเป็นความจริง

ปราศรัยโดยท่านอนุตราจารย์ชิงไห่ ณ สุราบายา อินโดนีเซีย
วันที่ 1 มีนาคม 2536 (ต้นฉบับเป็นภาษาอังกฤษ)
ถ:
หากชาวมุสลิมคนหนึ่งหันมารับประทานอาหารมังสวิรัติ
แต่ในศาสนาของพวกเขา
จะเข้าใจกันว่าพวกเขาควรเซ่นสังเวยทุกๆ ปี ...?
อ:
การเซ่นไหว้ ของเซ่นไหว้มิได้หมายความว่า การเซ่นสังเวย ความจริงแล้ว
บางครั้งการแปลจะผิดพลาด ตัวอย่างเช่น
การแปลบางครั้งเข้าใจคำสอนของท่านอาจารย์ผิดไป
ไม่มีอาจารย์ท่านใดต้องการเลือดใดๆ ทั้งสิ้น!
จะเอาไปทำอะไร?
เป็นอาจารย์ประเภทไหนกันที่ให้บริการแลกเปลี่ยนกับเลือดของสรรพสัตว์?
มันน่าเชื่อไหมนั่น? เป็นเธอๆ จะทำไหม
โดยที่เธอยังไม่ต้องเป็นอาจารย์ด้วยซ้ำ?
สิ่งที่ผู้อื่นฆ่ามาเรียบร้อยแล้ว บางทีเธออาจจะทานลงไป
แต่ถ้าขอให้เธอฆ่าไก่หรือแพะด้วยตัวเธอเอง เธอก็ทำไม่ได้
แล้วอาจารย์ท่านหนึ่งจะคาดหวังให้ลูกศิษย์ทำสิ่งนองเลือดเช่นนี้ได้อย่างไร?
มันเป็นเพียงความเข้าใจผิด ฉันจะบอกเธอว่าทำไม ตัวอย่างเช่น
อาจารย์ทุกท่านจะกล่าวว่า
เธอจะต้องมอบทุกสิ่งทุกอย่างที่เป็นของเธอให้กับท่าน ในคัมภีร์ภควัตคีตาได้กล่าวไว้ว่า
"มอบทุกสิ่งให้กับฉัน จดจำฉันเพียงผู้เดียว รักฉันเพียงผู้เดียว
ยอมให้กับฉันเพียงผู้เดียว และมิใช่ใครอื่นใดนอกจากฉัน
จงมอบทุกสิ่งทุกอย่างที่เธอมีอยู่ให้กับฉัน ชีวิตของเธอ ครอบครัวของเธอ
สมบัติของเธอ มอบทุกอย่างให้กับฉัน"
แต่ว่าท่านกฤษณะเคยเอาอะไรแม้สักเบี้ยหนึ่งจากอาร์จูนาหรือไม่
ไม่ว่าท่านจะต้องใช้หรือไม่ก็ตาม? ไม่ ท่านไม่เคยเอาอะไรไปเลย!
ดังนั้น มันจึงเป็นเพียงคำกล่าวของท่านอาจารย์ "จงมอบโคของเธอให้กับฉัน
มอบรถของเธอให้กับฉันมอบแพะของเธอให้กับฉัน มอบทองของเธอให้กับฉัน
มอบภรรยาของเธอ ลุกๆ ของเธอให้กับฉัน มอบทุกสิ่งทุกอย่างให้กับฉัน
ฉันจะดูแลพวกเขา" แต่ท่านไมเคยแตะต้องพวกเขาเลย
มันเป็นเพียงความรู้สึกในวิญญาณว่า
ให้เธอมอบทุกสิ่งทุกอย่างอยู่แทบเท้าอาจารย์เพื่อเป็นสัญลักษณ์ของการถวายตัวและยินยอม
เป็นสัญลักษณ์แห่งความไร้อัตตาในความหมายว่า "ฉันไร้สิ่งใด รวมทั้งตนเอง
ทุกๆ สิ่งคือของท่านอาจารย์" ทีนี้เมื่อผ่านไปหลายๆ ศตวรรษ หลายๆ พันปี
ผู้คนก็แปลออกมาแตกต่างไป เธอจะต้องทำการสังเวยครั้งแรกด้วยลูกแกะตัวแรก
สิ่งแรกทุกๆ อย่าง ใครหรือจะอยากรับการสังเวยนองเลือดแบบนี้?
เธอคิดหรือไม่ว่า ไม่ต้องให้ถึงระดับของอาจารย์หรอก
มนุษย์ปุถุชนธรรมดาที่มีความเมตตากรุณาในระดับปานกลางจะสามารถคิดฆ่าแพะด้วยตนเองแล้วดื่มเลือด
หรือรับประทานอะไรก็ตามจากตัวมันได้ลงคอหรือ แล้วก็ยังมีความสุขอยู่ได้?
เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้น้อยมาก!
ทุกวันนี้ผู้คนแค่จ่ายเงินซื้อหามาในตลาดและไม่เห็นตอนที่มันถูกฆ่า
และไม่เห็นตอนที่มันทุกข์ทรมาน พวกเขาซื้อเหมือนเป็นช็อกโกแลตชิ้นหนึ่ง
และรับประทานลงไปโดยไม่รู้สึกถึงความทุกข์ทรมานของสัตว์สักเท่าใด
แต่ถ้าเป็นอาจารย์ท่านหนึ่ง อาจารย์อย่างที่มีความรักให้กับตัวตนทุกประเภท
จะเรียกร้องให้เซ่นสังเวยท่านด้วยเลือด เธอจะเชื่ออย่างนั้นหรือ?
ไม่มีใครเชื่อได้หรอก!

ปราศรัยโดยท่านอนุตราจารย์ชิงไห่ ณ ปารีส ฝรั่งเศส
วันที่ 25 เมษายน 2536 (ต้นฉบับเป็นภาษาฝรั่งเศสและภาษาอังกฤษ)
ถ:
คำถามนี้เกี่ยวกับพระคัมภีร์ศักดิ์สิทธิ์
ฉันมักจะมีข้อสงสัยเกี่ยวกับพระคัมภีร์อัลกุรอ่าน
ในพระคัมภีร์มีกล่าวไว้ว่า "ฉันเป็นพระเจ้าผู้อิจฉาริษยา"
และพระคริสต์กล่าวว่า "ฉันมิได้มาที่นี่เพื่อสันติภาพ แต่เพื่อการสงคราม"
ในคัมภีร์อัลกุรอ่านมีกล่าวไว้ว่า
เราทำสงครามกันได้และสามารถมีภรรยาได้หลายคน
เหล่านี้เป็นข้อผิดพลาดอะไรหรือเปล่า?
อ:
ฉันบอกให้เธอปฏิบัติตามศีล 5 เธอไม่ควรฆ่า ไม่ควรประพฤติผิดทางการ
ควรทานอาหารมังสวิรัติ ไม่ลักขโมย ไม่เล่นการพนัน
นั่นเป็นเรื่องง่ายดายสำหรับชีวิตของเธอ เพียงแค่ทำตามนั้นแล้วก็ทำสมาธิ 2
ชั่วโมงครึ่ง หนังสืออื่นๆ ที่เธออ่านนั้นฉันไม่อาจจะรับผิดชอบได้
แต่หากเขาเป็นชาวมุสลิมอยู่แล้ว เป็นต้น แน่นอน
ฉันจะไม่บอกให้เขาเปลี่ยนชีวิตของเขา ตัวอย่างเช่น หากเขามีภรรยาอยู่แล้ว
10 คน เนื่องด้วยประเพณีของพวกเขาก่อนที่เขาจะมารู้จักกับฉัน
ฉันควรจะบอกให้พวกเขายากทางกับภรรยาอย่างนั้นหรือ?
พวกเขาอยู่ด้วยกันอย่างสมานฉันท์ ภรรยาทั้ง 10 อาศัยอยู่ด้วยกัน
และพวกเขาก็ไม่ทำให้ใครเดือดร้อน
เรามิได้มาที่นี่เพื่อเปลี่ยนแปลงโลก แต่เพื่อเปลี่ยนแปลงตนเอง
หากชาวมุสลิมเป็นเช่นนั้นก็ปล่อยเขาไป และเดี๋ยวนี้พวกเขาไม่จำเป็นต้อง "แฟร์ลาแกร์"
อีกต่อไปแล้ว พวกเขาไม่ต้องทำสงครามอีกต่อไปแล้ว พวกเขาจึงติดตามฉันได้
หากพวกเขาต้องการคงอยู่กับนิสัยที่ชอบทำสงคราม
พวกเขาก็สามารถอยู่นอกวงของพวกเราได้
มิใช่เพียงชาวมุสลิมเท่านั้นที่ชอบทำสงคราว ชาวคริสเตียนและชาวพุทธก็เช่นกัน
ทุกๆ คนก็ชอบเช่นกัน พวกเขาเข้าใจคำสอนของผู้ที่มาแต่ในเบื้องต้นผิดไป
พระพุทธเจ้าไม่เคยทำสงครามแต่ชาวพุทธบางคนทำ
พระคริสต์ไม่เคยกล่าวว่าท่านมาเพื่อทำสงคราม สิ่งที่ท่านหมายความคือ
พระองค์มิได้มาเพื่อความสงบแต่มาด้วยดาบ พระองค์ตรัสว่า
พระองค์จะให้บุตรขัดแย้งกับบิดาและอื่นๆ
สิ่งที่พระองค์หมายความคือพันธะทางกรรมจะถูกตัดขาดสะบั้นไป
ว่าพระองค์ได้มาด้วยดาบแห่งปัญญา
และแม้กระทั่งความยึดติดกับความผูกพันทางครอบครัวใดๆ
จะเป็นเสมือนไม่มีตัวตนอยู่ ดังนั้น
ถึงแม้วาบิดาจะเชื่อถือในการรับประทานเนื้อสัตว์
แต่บุตรก็จะกันมารับประทานอาหารมังสวิรัติ
และตัวอย่างเช่น
หากสมาชิกครอบครัวยึดติดกับกันและกันและมีสายสัมพันธ์กันด้วยความรักอันจำกัด
หลังจากประทับจิตแล้ว
พวกขาก็จะรักกันซึ่งกันและกันราวกับที่พวกเขารักผู้ประทับจิตอื่นๆ
ผองพี่น้องอื่นๆ พระองค์ได้หมายความว่าอย่างนั้น
และดังที่เธอทราบ
สิ่งเดียวกันได้เกิดขึ้นภายในกลุ่มของเราด้วยเช่นกัน
ถึงแม้ว่าผู้ปกครองได้ใช้อำนาจของผู้ปกครองเพื่อบังคับให้ลูกๆ
ของเรารับประทานเนื้อสัตว์ พวกเขาก็จะไม่ยอมรับประทาน ดังนั้น
นั่นคือลักษณะของ "การขัดแย้งกับบิดามารดา" ในกรณีนั้นมันเป็นเช่นนั้น
แต่พระคริสต์ไม่เคยสนับสนุนการทำสงคราม นั่นคือสาเหตุที่พระองค์ได้ตรัสว่า
"อะไรเป็นของซีซาร์ ก็จงให้ซีซาร์ไป" แล้วเมื่อผู้คนจับพระองค์มาตรึงกางเขน
พระองค์ก็มิได้ต่อสู้อันใดถึงแม้ว่าพระองค์อาจทำเช่นนั้นก็ได้
พระองค์มีแรงสนับสนุนของสานุศิษย์มากมายหลายคน
และพวกเขาต้องการตั้งพระองค์ให้เป็นกษัตริย์ของชาวยิว
แต่พระองค์ไม่ได้ต้องการเช่นนั้น พระองค์ได้ตรัสว่า
"อาณาจักรของฉันมิได้อยู่บนโลกนี้"
ดังนั้น
เธอจะเห็นได้ว่าพระคริสต์ เป็นบุรุษแห่งสันติภาพ
สงครามที่พระองค์ได้กล่าวถึงนั้น
คือสงครามในจิตวิญญาณซึ่งเราเหล่าสานุศิษย์จะทำการต่อสู้กับภาพหลอนแห่งมายา
กับกลและกับดักแห่งมายา กับพลังของมายา ภาพลวง
กษัตริย์แห่งความมืดซึ่งรั้งเราไว้ให้ยึดติด นั่นคือสิ่งที่เราต่อสู้ด้วย
ปกติแล้ว
ฉันไม่ชอบการโต้เถียงกันทางความคิด แต่ฉันเข้าใจว่าพวกเธอยังใหม่
ดังนั้นฉันจะพยายามอย่งดีที่สุดที่จะลดลงมาอยู่เคียงข้างเธอ มิฉะนั้นแล้ว
ฉันเบื่อการโต้เถียงและการปลุกปล้ำกันทางความคิด คราวนี้ ตามคัมภีร์อัลกุรอ่าน
เขาอนุญาตให้ผู้คนต่อสู้ได้ มิใช่ทำสงครามแต่ป้องกันตัวเอง
เธอจะต้องพิจารณายุคสมัยและสภาพแวดล้อมซึ่งท่านศาสดามะหะหมัดอาศัยอยู่พร้อมกับลูกศิษย์ของท่าน
พวกเขาถูกข่มเหง
เพราะสมัยนั้นไม่ค่อยเข้าใจว่าอาจารย์ที่มีชีวิตอยู่นั้นคืออะไร
เป็นเหตุผลเดียวกันที่เขาฆ่าพระเยซูและใส่ร้ายป้ายสี
และพยายามลอบสังหารพระพุทธเจ้า
สิ่งเดียวกันกำลังเกิดขึ้นทุกวันนี้เช่นกัน
มีบางคนใส่ร้ายป้ายสีฉันและสร้างปัญหามากมายด้วยความเข้าใจผิด
พวกเขาไม่ให้เวลาตนเองที่จะเรียนรู้สิ่งที่ฉันพยายามสอน
พวกเขาจับมาเพียงประโยค หรือ 2 ประโยค
ซึ่งอาจจะพิมพ์ผิดไปหรือถูกตีความผิดไป
หรือพวกเขาอาจเพียงได้ยินที่คนอื่นพูดมาแล้วก็พยายามสร้างปัญหา
แต่นั่นก็เป็นเพียงคนจำนวนน้อยมากเมื่อเทียบกับคนส่วนใหญ่ที่ดีเช่นเธอ
ดังนั้น จึงไม่เป็นปัญหา
แต่สมัยท่านศาสดามะหะหมัดยังมีชีวิตอยู่ สภาพการณ์ย่ำแย่อย่างยิ่ง
พวกเขาถูกไล่ล่าและข่มเหงทำร้ายทุกหนแห่ง ดังนั้น พวกเขาจึงต้องปกป้องตนเอง
และผลที่เกิดตามมาจากสงครามก็คือ พวกเขาแต่งงาน มีภรรยาหลายคน
เพราะผู้ชายเสียชีวิตไปเป็นจำนวนมากในสนามรบ และทิ้งแม่ม่ายกับเด็กๆ
ไร้ความดูแลไว้มากมายหลายคน ท่านศาสดาหรือผู้นำก็จะบอกว่า
"จงรับพวกเขาไว้ในมือของท่านและดูแลผู้อ่อนแอและผู้ไร้ดาบ
รักเขาเช่นเดียวกับที่เธอรักภรรยาของตนเองหรือลูกของตนเอง" แน่นอน
! แต่มันไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องของทางกายเสมอไป
ตัวอย่างเช่น
บางครั้งสามีของเพื่อนประทับจิตเสียชีวิตไป หรืออะไรทำนองนั้น
หรือภรรยาเสียชีวิตไป แล้วก็มีเด็กๆ ถูกทิ้งอยู่
แล้วเราก็นำพวกเขาไปอยู่บ้านเพื่อนประทับจิตอีกคนหนึ่งและดูแลพวกเขาเช่นกัน
แต่มันไม่จำเป็นเรื่องการถูกเนื้อต้องตัวกันทางร่างกาย
เป็นเพียงการดูแลพวกเขาราวผองพี่น้อง เหมือนกับลูกๆ ของตนเอง
สามีหรือภรรยาของตนเอง ดังนั้น ท่านศาสดากล่าวว่า
"หากเธอรับภรรยาจำนวนมากเข้าบ้านของเธอ เธอจะต้องดูแลพวกเขาเท่าเทียมกัน"
ด้วยข้อแม้เช่นนี้ เธอสามารถรับภรรยาเข้าบ้านได้หลายคน ตัวอย่างเช่น
หากเธอมอบเครื่องเพชรชุดหนึ่งให้ภรรยาของเธอ
เธอจะต้องสามารถทำอย่างเดียวกันให้กับคนอื่น
เมื่อนั้นเธอก็จะรับพวกเขาเข้าสู่อ้อมแขนของเธอได้ และดูแลพวกเขา
เรื่องนี้คล้ายระบบประกันสังคมในสมัยนี้ ศิวิไลซ์เป็นอย่างยิ่ง
หากเธอต้องการรับบุตรบุญธรรม
เธอจะต้องแจ้งให้รัฐบาลทราบว่าเธอมีเงินอยู่ในธนาคารเพียงพอหรือไม่
เธอมีทรัพย์สินมากมายเท่าใดเพื่อดูว่าเธอสามารถดูแลเด็กคนนั้นได้หรือไม่
เห็นหรือไม่ว่าเป็นเรื่องศิวิไลซ์
ถึงแม้ว่าในสมัยนั้นไม่มีกฎเกณฑ์ประกันสังคม ชาวอิสลามเป็นเช่นนั้น ดังนั้น
หากเราต้องการศึกษาคำสอนทางศาสนาหนึ่งๆ
เราควรศึกษาจนถึงที่สุดจนไร้ข้อกังขาใดๆ โดยสิ้นเชิง แต่หากเราเพียงจับมา 1
หรือ 2 ประโยคแล้วกล่าวว่า "มันไม่ดี ชาวมุสลิมไม่ดี"
เมื่อนั้นเราก็มีอคติเสียแล้ว

ปราศรัยโดยท่านอนุตราจารย์ชิงไห่ ณ ปารีส ฝรั่งเศส
วันที่ 24 เมษายน 2536 (ต้นฉบับเป็นภาษาฝรั่งเศส)
ถ:
คำสอนของท่านสอดคล้องกับศาสนาอิสลามหรือไม่?
อ:
สอดคล้องสิ ทำไมจะไม่ล่ะ? ศาสนาอิสลามสอนคนให้เป็นอาคันตุกะที่ดีบนโลกนี้
และสอนว่ามันจำเป็นที่จะแสวงหาสวรรค์ในขณะที่เรามีชีวิตอยู่
ฉันก็เสนอในสิ่งเดียวกันนี้เช่นกัน ฉันบอกให้เธอเชื่อในศีล 5
ซึ่งมอบความสูงส่ง ปัญญา และสันติภาพบนโลกนี้ให้กับเรา
ฉันยังเสนอวิถีในการค้นพบพระเจ้าได้ในทันใดให้กับเธอ ดังนั้น
วิถีของเราสอดคล้องกับศาสนาที่ดีๆ ทั้งหลาย
|