ถ: เมื่อเหล่ามหาอาจารย์ลงมาเกิดในโลกนี้
ทำไมท่านเหล่านั้นยังต้องได้รับการประทับจิต
หรือจำเป็นต้องมีอาจารย์อีก?
อ: จริงๆ
ก็ไม่ใช่เรื่องจำเป็นสำหรับพวกเขานักหรอก
แต่จำที่พระเยซูเคยพูดได้ไหม? ปล่อยให้เป็นไปตามกฎ
ท่านเองได้รับการเจิมโดยจอห์นเป็นผู้ทำพิธี
และผู้คนมักถามท่านด้วยคำถามเดียวกันนี้ ท่านบอก
ปล่อยไปตามกฎ ให้กฎได้ทำหน้าที่ของมัน
กฎเกณฑ์แห่งจักรวาล
สมมุติฉันเดินทางมาสหรัฐอเมริกาโดยถือสัญชาติอังกฤษ
ฉันก็ต้องทำงานตามกฎหมายของประเทศนี้แม้ว่าจะแตกต่างกันเล็กน้อย
ฉันต้องขับรถชิดขอบทางด้านขวา ไม่ใช่ชิดซ้ายเหมือนในอังกฤษ
ไม่เช่นนั้นอาจเกิดปัญหาขึ้น แค่เพียงเราทำให้เหมือนๆ
คนอื่น
แล้วทำไมล่ะ? ไม่ใช่เรื่องใหญ่เลยกับการมีครู
อีกอย่างถ้าเธอมีครูทุกคนก็จะทำตาม ถ้าเธอมีอาจารย์ของเธอ
พวกเขาจะรู้สึกเป็นเรื่องธรรมดา
ถ้าทุกอย่างเป็นเรื่องมหัศจรรย์เกินไปจะทำให้ผู้อื่นตื่นกลัว
สมมุติอาจารย์ทะยานลงมาจากสวรรค์แล้วพูดว่า ฉันอยู่นี่
มหาอาจารย์ บรา บรา บรา...
ฉันคิดว่าคนทั่วไปไม่ค่อยชอบแบบนี้เท่าไรนัก
พวกเขาจะคิดว่าเป็นการสะกดจิต การหลอกลวง
หรือการกระทำของปีศาจ เธอจะทำเช่นนั้นไม่ได้แน่
ความจริงก็เป็นเรื่องแย่เต็มทีอยู่แล้วที่อาจารย์จะต้องมาในรูปแบบทางกายภาพ
ไม่ว่าในรูปร่างแบบใดก็ตาม
เพราะคนยังยึดติดอยู่กับรูปแบบนี้ พวกเขาคิดว่า โอ้
นี่คือรูปแบบของอาจารย์ รูปแบบอื่นๆ
ย่อมไม่ดี
พระเจ้าไม่สามารถปรากฎต่อหน้าเราในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่งได้ตลอดเวลา
ถ้าท่านมาในรูปของพระเยซู
พุทธศาสนิกชนก็จะพูดว่า ไม่ ไม่ ไม่ใช่สำหรับฉัน!
และถ้าท่านมาในรูปของพุทธะอย่างที่หลายคนอยากเห็น ฝ่ายคาทอลิกก็จะพูดว่า
ไม่ ไม่ นี่มันพวกนอกรีต หรืออะไรทำนองนี้
จึงเป็นเรื่องที่ยุ่งยากทีเดียว
ดังนั้นเราจึงต้องค้นหาสัจธรรมภายใน
ไม่สำคัญว่าอาจารย์ท่านจะมีครูหรือไม่ ท่านมาที่นี่
ท่านกินข้าวได้ ท่านกำเนิดมา มีร่างกายและเติบโตขึ้น
ได้ร่ำเรียน และทำทุกอย่างเหมือนๆ
คนอื่น ข้อนี้จึงไม่ต่างกับเรื่องการประทับจิต
และมันก็เป็นเรื่องดีที่ได้อ่อนน้อมถ่อมตน
ได้นั่งอยู่แทบเท้าคนบางคนได้
เรียนรู้ในฐานะของลูกศิษย์เสียก่อน
ไม่มีปัญหาสำหรับอาจารย์
อาจารย์สามารถเป็นได้ทุกอย่างแล้วกับการเป็นลูกศิษย์ทำไมจะเป็นไม่ได้?
นอกจากนี้ยังมีอีกเรื่องที่จะบอกเธอคืออาจารย์ทุกคนที่ลงมายังสหโลกธาตุ
ความทรงจำ บารมี และพลังทั้งหมดจะสูญสิ้นไป
หลังจากมีอายุได้ 4 ขวบหรือราวๆ
นี้ จากนั้นเขาจะจำอะไรไม่ได้อีก
เช่นเดียวกับคนอื่นๆ
เขาต้องเริ่มเรียนรู้ใหม่
เขาต้องหาดอกกุญแจอีกครั้งจากอาจารย์ที่ยังมีชีวิตผู้จะคอยส่งกุญแจให้แก่เขา
ถ: อาจารย์บางท่านหลังจากได้รับการประทับจิต
พวกเขาก็ค้นพบสัจธรรมด้วยตนเองได้เร็วมากอาจเป็น 6
เดือนหรือใน 1 ปี แต่บางท่านต้องใช้เวลาหลายปีอาจเป็น 20
ปี 25 ปี จึงจะได้ประสบการณ์แห่งสัจธรรมนี้
ในเมื่อพวกท่านล้วนเกิดมาเพื่อเป็นอาจารย์
ทำไมต้องใช้เวลามากมาย?
อ: อ๋อ ไม่มีปัญหา
เป็นเพียงความตั้งใจที่จะทำเช่นนั้นเพื่อแสดงให้คนทั่วไปเห็นว่าไม่จำเป็นต้องรวดเร็วเสมอไป
ดูอย่างฉันยังต้องใช้เวลาถึง 25 ปี
เธอจึงไม่ต้องกังวลใจในความก้าวหน้าของเธอที่ยังช้าอยู่
เป็นความพยายามของเหล่าอาจารย์ที่จะให้ผู้คนได้เห็นและให้กำลังใจพวกเขา
ยกตัวอย่างสมมุติฉันรู้แจ้ง ประจักษ์แจ้งในสัจธรรมอย่าง
ยิ่งใหญ่ ในเวลา 6 เดือน และผู้คนชอบมัน
คนที่ชอบอะไรเร็วๆ
แบบนี้ก็จะมาหาฉันและพูดว่า ใช่
อาจารย์ยังทำได้ในเวลา 6 เดือน เพราะฉะนั้นฉันต้องทำได้ใน
6 วัน! (เสียงหัวเราะ)
บางคนจะรู้สึกด้อยกว่าถ้าต้องใช้เวลานานเกิน
ถ้าเขาหันไปมองอาจารย์ท่านอื่นทั้งในอดีตและในปัจจุบันก็จะคิดว่า
โอ...อาจารย์ท่านนั้นใช้เวลา 25 ปีเพื่อจะเป็นพุทธะ
เทียบดูแล้วอย่างฉันก็พอใช้ได้นะถึงแม้จะก้าวหน้าไม่เร็วนัก
เพราะแม้แต่ผู้ที่เกิดมาเพื่อเป็นอาจารย์
ท่านยังใช้เวลาตั้งนาน ดังนั้นเรื่องนี้จึงไม่สำคัญมากนัก
นี่เป็นข้อแรก
ข้อที่
2 คือมีอาจารย์อยู่ 2 ประเภท แบบที่
1 คือฝึกฝนเพื่อเป็นอาจารย์
(อาจารย์ที่ถูกสร้างขึ้น) อีกแบบคือเกิดมาเพื่อเป็นอาจารย์
อาจารย์โดยกำเนิด จะสำเร็จเร็วและ
อาจารย์ผู้ถูกสร้างจะเหมือนกับพวกเราที่นี่
คือท่องเที่ยวไปหลายศตวรรษ กลับมาเกิดเป็นพันๆ
ครั้งในโลกนี้
และนี่เป็นครั้งแรกที่เขามาเพื่อระลึกได้และใช้ความพยายามเพื่อเป็นอาจารย์
และมันเป็นความมุ่งหมายเหมือนพรหมลิขิตของเขา
เขาถูกกำหนดให้เป็นเช่นนั้น สำหรับอาจารย์อีกแบบ
ท่านเกิดมาด้วยความตั้งใจให้เป็นเช่นนั้น
เกิดมาพร้อมพรของอาจารย์เรียบร้อยแล้ว นำพาพลังทั้งจากอดีต
ปัจจุบัน และอนาคตมาสู่โลกนี้เพื่อการทำงาน
แบบนี้จึงต้องเร็ว ไม่มีความแตกต่างระหว่างช้าหรือเร็ว
เพราะเราทุกคนล้วนเคยเป็นอาจารย์มาแล้วในอดีต
เพียงแต่ว่าอาจารย์บางท่านระลึกได้ไปก่อนหน้านี้นานมาแล้ว
และกลับมาอีกครั้งเพื่อเป็นอาจารย์โดยกำเนิด
แต่บางคนเพิ่งถูกสร้างขึ้นใหม่ให้เป็นอาจารย์ที่นี่
ถ: มีอาจารย์ผู้สมบูรณ์พร้อมหรือมหาอาจารย์บางท่าน
บางครั้งไม่เคยออกจากถ้ำในหิมาลัยเลย
พวกท่านอยู่ที่นั่นตลอดเวลาและมีเพียงไม่กี่คนที่ได้รับการช่วยเหลือจากท่าน?
อ: โอ...นั่นเป็นการทำงานของอาจารย์
เราเป็นใครถึงได้มาบอกว่ามหาอาจารย์ควรจะทำอะไรบ้าง?
อาจารย์แต่ละท่านล้วนมีจุดมุ่งหมายเฉพาะของทั้งเขาหรือเธอ
หน้าที่เฉพาะที่ต้องทำ
การนั่งอยู่ที่หิมาลัยก็เป็นการดีเหมือนๆกับการออกไปสั่งสอนผู้คน
อาจารย์บางท่านชอบที่จะออกไปเข้าสังคมกับคนทั่วไป
และอาจารย์บางท่านเพียงแต่นั่งอยู่ที่นั่นและช่วยเหลือผู้อื่นด้วยกระแสคลื่น
ด้วยสิ่งที่ท่านมอบให้แก่โลกนี้ซึ่งดีที่สุดแล้ว
เหมือนนายแพทย์บางคนก็มาเป็นศาสตราจารย์สอนอยู่ตามมหาวิทยาลัย
บางคนก็รักษาคนไข้อยู่ในโรงพยาบาล
หมอบางคนก็ปลดเกษียณตัวเองแล้วเลิกทำงานไปเลย
(เสียงหัวเราะและปรบมือ)
เราได้รับการช่วยเหลือจากอาจารย์
ไม่ใช่เฉพาะในสิ่งที่มองเห็นจับต้องได้
แต่ยังมีไมตรีจิตและแสงจากอาจารย์เมื่อท่านเข้าสมาธิ
ที่หิมาลัยหรือที่ไหนก็ตาม
แน่นอนว่าจะมีผลโดยตรงมากกว่าสำหรับผู้มีบุญสัมพันธ์กับเหล่าอาจารย์
ได้ติดต่อกับตัวตนของอาจารย์ซึ่งจะทำให้พวกเขาสามารถระลึกรู้ได้เร็วขึ้น
และอาจารย์ท่านอื่นบางครั้งก็นั่งในภูเขาหิมาลัยและสนับสนุนผ่านทางกระแสจิตหรือวิญญาณแก่การทำงานของอาจารย์นั้นๆ
ทุกคนล้วนมีงานที่ต้องทำ ไม่มีปัญหาสำหรับเรื่องนี้
 |