ที่ปรึกษาของนกแก้ว 

 
 
 

นิทานเรื่องนี้เป็นนิทานของชาวยิวชื่อว่า ที่ปรึกษาของนกแก้ว มีนกแก้วตัวหนึ่งใช้ชีวิตอยู่ในพระราชวัง นกแก้วตัวนี้เป็นนกแก้วที่พิเศษมากซึ่งเขาเรียกกันว่า มีเชื้อพระวงศ์ นกตัวนี้สวยงามมาก คงงามเหมือน ตัวฉัน (ทุกคนหัวเราะ) เจ้าของของมันคือเจ้าหญิงองค์หนึ่ง เจ้าหญิงทรงโปรดปรานนกแก้วตัวนี้มาก พระองค์กับนกแก้วเข้ากันได้ดี เป็นเพราะว่านกแก้วตัวนี้ไม่เพียงแต่สวยเท่านั้น มันยังดูดีสง่างาม กิริยาในการดื่มน้ำชาจะทำเช่นนี้ (ท่านอาจารย์สาธิตให้ดู) นี่แหละถือว่ามีกิริยาท่าทางสง่างามและเป็นแบบอย่างของผู้คนในวัง ท่วงท่าในการเดินก็ดูสง่างาม ยักย้ายสะโพกไปมา เดิน 1 ก้าว ถอยหลัง 6 ก้าว... ฯลฯ ฉะนั้นนกแก้วตัวนี้จึงสูงส่งมาก พวกเราจะเรียกมันว่า "ท่านนกแก้ว" เพราะมันเป็นนกแก้วในครอบครัวกษัตริย์ อีกทั้งยังงดงามมาก

นกแก้วอาศัยอยู่ในพระราชวังจึงกลายเป็นสมาชิกในครอบครัวพระเจ้าแผ่นดิน นกแก้วตัวนี้ยังสามารถพูดภาษามนุษย์ได้ ไม่แน่อาจท่องคำพระได้ มันพูดภาษาคนได้ฉลาดมาก นกตัวนี้อาศัยอยู่ในรังที่ทำด้วยทองคำ สวยงามมาก รอบๆ รังจะประดับไปด้วยเพชร ไข่มุก... อัญมณีอื่นๆ เป็นต้น

เจ้าหญิงได้ส่งขันทีไปดูแลนกแก้วทุกวัน มันไม่ขาดอะไร ในแต่ละวันมันได้สวมหมวกที่มีลักษณะต่างๆ กัน หางของมันได้ห้อยไข่มุกที่มีลักษณะต่างๆ กัน และในแต่ละวันปีกทั้งสองข้างก็ใส่เพชรที่มีลักษณะต่างๆ กัน ทั้งตัวดูสว่างไสวงดงามไปหมด โดยเฉพาะของกิน โอ้โห! อาหารที่มีพรมันไม่ต้องออกมาเอาจะมีคนคอยนำมาส่งถึงหน้าประตูรัง

ส่วนน้ำดื่มจะตักมาจากแม่น้ำบนภูเขาหยังหมิงซัน เพราะได้ยินมาว่าน้ำบนภูเขาหยังหมิงซันน่าดื่ม คุณภาพของน้ำดี ใสสะอาด เวลานำน้ำชนิดนี้ไปอาบ จะทำให้ผิวพรรณเกลี้ยงเกลา ดังนั้นจะมีขันทีเดินทางไปยังหยังหมิงซันเพื่อตักน้ำมาหนึ่งขวด บางครั้งเมื่อเป็นวันที่ 1 หรือวันที่ 15 ของเดือน หรือวันอาทิตย์ จะมีการเปลี่ยนรสชาติโดยการสั่งให้ขันทีอีกคนหนึ่งไปตักน้ำอมฤตจากแม่น้ำในเหมี่ยวลี่มาดื่มแทน

ลักษณะสีสันของนกแก้วโดยปกติจะเป็นสีเขียวปนน้ำเงินดูเงางาม ได้ยินว่านกแก้วตัวนี้ร้ายกาจมาก ถ้าหากว่าน้ำอมฤตไม่ได้รับการให้พรจากท่านอาจารย์แล้วมันจะไม่ดื่มเด็ดขาด มันจะสั่งให้ขันทีท่องคำพระ เพราะฉะนั้นขันทีผู้นี้อย่างน้อยที่สุดจะต้องท่องคำพระหลายครั้ง ให้พรแก่น้ำที่ตักมาจากภูเขาหยังหมิงซันหรือแม่น้ำอมฤต มันจึงจะดื่ม (ทุกคนหัวเราะ)

ไม่เหมือนพวกเธอ บางคนรับประทานอาหารยังไม่ทันได้ถวายแด่พุทธะก็กลืนลงไปก่อนแล้ว! แต่ไม่เป็นไร เมื่อกลืนอาหารลงไปแล้วก็ควรปล่อยให้มันอยู่ข้างใน ไม่ควรอาเจียนออกมาเพื่อที่จะมาทำการถวายพุทธะ เราสามารถขอพรท่านอาจารย์จากภายใน แม้อาหารจะถูกส่งไปยังสะดือแล้วก็ตาม ท้องที่เปรียบเสมือนกำแพงของเรานั้นไม่อาจกั้นพลังพรได้ ไม่เป็นไร พลังพรสามารถทะลุผ่านหลอดอาหารของเราแล้วลงไปให้พรแก่อาหารที่เรากลืนลงไปแล้ว

โอ! ตอนนี้พวกเรามาถึงขั้นตอนที่ 2 แล้ว ฉันยังหาคำพูดมาพรรณนาถึงความสวยงามและสติปัญญาของนกแก้วตัวนี้ไม่ได้เลย นกแก้วตัวนี้จะดูแลรักษาความงามของมันทุกๆ วันจึงทำให้สวยงามได้เช่นนี้ ไม่ใช่เสริมแต่งวันเดียวก็จะสวยงามได้ มันดื่มน้ำอมฤต กินอาหารที่มีพรมาตั้งแต่กำเนิดซึ่งผ่านการท่อง 5 คำและทำการถวายแด่พุทธะมาแล้ว เพราะฉะนั้นยิ่งเติบโตขึ้น มันก็ยิ่งสวยงามมากขึ้น

มันยังนั่งสมาธิด้วย ทุกวันมันจะนั่งสมาธิ 2 ชั่วโมงครึ่งและรับประทานอาหารมังสวิรัติบริสุทธิ์ แมลงตัวหนึ่งมันก็ไม่เคยกิน บางทีไม่ตั้งใจกลืนเข้าไปมันก็จะอาเจียนออกมา ไม่หายไปแม้แต่ขนเส้นหนึ่ง มันรับประทานอาหารมังสวิรัติมาตั้งแต่เด็ก ทั้งนี้เป็นเพราะว่าบรรพบุรุษของมันล้วนบำเพ็ญธรรมวิถีกวนอิมมาก่อน เนื่องจากมันบำเพ็ญดีมาก เจ้าหญิงจึงทรงโปรดปรานมันเป็นพิเศษ คงเป็นเพราะว่าบรรยากาศภายในของมันดี ความงดงามนั้นได้สะท้อนออกมาจากภายใน

วันหนึ่งเจ้าหญิงทรงทราบว่ามีประเทศหนึ่งซึ่งอยู่ห่างไกลมาก ที่นั่นมีน้ำหอมชนิดหนึ่งซึ่งในวังของพระองค์ไม่มี ฉะนั้นเจ้าหญิงจึงโปรดให้ขันทีเดินทางไปซื้อ และขันทีผู้นี้ก็คือเพื่อนที่รักที่สุดของนกแก้ว ทุกๆ วันได้คลุกคลีพูดคุยกับมัน ขันทีอยู่ในวังก็คงน่าเบื่อ เพราะว่าไม่สามารถคบเพื่อนหญิงได้ พวกเธอคิดว่าการที่ผู้ชายมีชีวิตแบบนี้จะอยู่ไปเพื่ออะไร ฉะนั้นเขาจึงรู้สึกว้าเหว่และเบื่อหน่าย พอดีได้คบกับนกแก้ว ทุกๆ วันจึงปรับทุกข์ซึ่งกันและกัน โอ! ช่างเป็นเพื่อนที่รู้ใจกันจริงๆ!

พอถึงวันที่ขันทีจะเดินทาง แน่นอนที่สุดเขาก็ได้ไปบอกกล่าวอำลามัน ถึงแม้ว่าจะเป็นหน้าที่ที่เป็นความลับก็ตาม แต่สำหรับเพื่อนของตนแล้วไม่ควรไม่บอกกล่าว ดังนั้นเขาจึงไปกล่าวกู้ดบาย! ซาโยนาระ! นกแก้วเมื่อได้ยินว่าเขาจะออกเดินทางไปเป็นเวลานานก็กลัวว่าจะคิดถึงเขามาก เวลาพวกเขาทั้งสองอำลากัน ได้แสดงถึงความซาบซึ้งที่มีต่อกัน

แม้นกแก้วจะเห็นคุณค่าของความเป็นมิตรที่ขันทีมีต่อมัน แต่สิ่งที่มันเห็นคุณค่ายิ่งกว่านี้คืออะไร? มีใครรู้ไหม? (ผู้คนตอบ: เจ้าหญิง) ไม่ใช่! ความเป็นอิสรภาพต่างหาก! เจ้าหญิงทรงผูกมัดมันไว้ มันจะเห็นคุณค่าของเจ้าหญิงได้อย่างไร สำหรับเธอนั่นแหละ เธอรักที่จะอยู่กับพญามาร โลกมนุษย์ผูกมัดเธอเอาไว้เธอยังไปเห็นคุณค่าของมัน เห็นคุณค่าของการใช้ชีวิตแบบนี้ เห็นคุณค่าของร่างกายนี้ คิดว่าร่างกายของเราประเสริฐ ร่างกายสวยงาม ร่างกายของเราแข็งแรง ร่างกายอันนี้มันผูกมัดดวงวิญญาณของเราไว้ที่นี่ มันขังตัวตนที่แท้จริงของเราไว้ข้างใน

เรามุ่งสนใจกับร่างกายของเราตั้งแต่เช้าจรดเย็นทุกวัน เราพยายามที่จะทำให้ร่างกายของเราสวยงามโดยการแต่งหน้าทาปากเหมือนกับที่ฉันทำอยู่อย่างนี้ แล้วเราก็ลืมตนเองไป ลืมไปว่าตัวเราที่แท้จริงแล้วไม่ใช่ร่างกายนี้ ตอนนี้ฉันก็ลืมดวงวิญญาณของฉันไปแล้วเหมือนกัน เพราะว่ามันวิ่งหายไปแล้ว เหลือแต่ร่างกายอันนี้เท่านั้น ถ้าหากมันจะทำอะไรเหลวไหลไปก็ไม่เป็นไร

นกแก้วอยากได้ความเป็นอิสระมาก มันอยากจะบินออกไปตั้งแต่เช้าจรดเย็นทุกวัน แม้ว่ามันยังคงแต่งหน้าทาปากหรือทำการเสริมแต่งร่างกายส่วนอื่นอยู่ก็ตามที... แต่ที่จริงแล้วมันต้องการที่จะบินออกไปทุกวัน มันไม่ต้องการสิ่งอื่นใดเลย แน่นอน มันยังจำต้องรับประทานอาหาร มันยังจำต้องเสริมแต่งร่างกายให้สวยงาม เพราะการใช้ชีวิตในพระราชวังจะต้องยึดถือกฎระเบียบและมารยาท แต่สมอง ความคิดของมันจะเพ่งอยู่ที่ตาปัญญาทุกวันและต้องการที่จะออกไปเท่านั้น

เพราะฉะนั้นมันจึงกล่าวกับขันทีคนนี้ว่า "พวกเราเป็นเพื่อนรักกัน ข้ามีเรื่องหนึ่งจะขอร้องให้เจ้าช่วย เจ้าจงอย่าลืมเป็นอันขาด"

ขันทีได้ตอบว่า "ได้! เพื่อเจ้าแล้ว ข้ายินดีที่จะทำให้ทุกอย่าง!" พวกเขาทั้งสองมีความเป็นมิตรที่ดีต่อกัน!

เสร็จแล้วมันก็บอกว่า "เวลาที่เจ้าเดินทางไป ระหว่างทางจะต้องพบนกแก้วอีกกลุ่มหนึ่งที่มีลักษณะเหมือนตัวข้าแน่นอน พวกมันคือญาติพี่น้องของข้า เจ้าจะต้องบอกให้พวกมันทราบว่าข้าอยู่ที่นี่ ข้าถูกขังไว้ที่นี่ทุกข์ทรมานมาก ขาดความเป็นอิสระ อาหารรสชาติดีที่นี่ ไม่มีความหมายอะไรสำหรับข้า เครื่องประดับอัญมณี เพชรนิลจินดาที่ประดับตามร่างกายของข้ามันไม่มีค่าอะไรสำหรับข้า เจ้าจะช่วยถามพวกมันได้ไหม ว่ามีวิธีใดบ้างที่จะช่วยข้าให้ออกไปจากที่นี่?

ขันทีกล่าวว่า "ตกลงๆ ! ข้าจะช่วยหาหนทางให้ ข้าจะต้องตามหานกแก้วกลุ่มนั้นให้พบให้ได้ แล้วข้าจะบอกข่าวของเจ้าให้พวกมันทราบ"

ขันทีผู้นี้ปฏิบัติงานอยู่ในพระราชวัง แม้ว่าการดำรงชีวิตจะไม่ขาดแคลนอะไรแต่ก็คือคนใช้ของผู้อื่น เขาเข้าใจดีว่าความเป็นอิสระนั้นมีค่ามาก เพราะฉะนั้นเขาจึงเข้าใจนกแก้วตัวนี้เป็นอย่างดี เขาจะต้องหาทางช่วยมันให้ได้ เขาได้จากไปเป็นเวลานานมากเพื่อที่จะไปหาน้ำหอมที่เจ้าหญิงต้องการ ระหว่างทางได้เที่ยวชมทัศนียภาพของภูเขา แม่น้ำ จนกระทั่งวันหนึ่งเขาได้พบนกแก้วกลุ่มหนึ่งซึ่งมีลักษณะคล้ายคลึงกับนกแก้วในวังของเจ้าหญิง ทำให้เขานึกถึงเรื่องที่นกแก้วในวังขอร้องให้ทำ เขาจึงเข้าไปทักทายนกแก้วกลุ่มนั้นและเล่าเหตุการณ์แห่งความทุกข์ยากที่นกแก้วตัวที่อยู่ในวังประสบอยู่ให้พวกมันฟัง

ในบรรดานกแก้วกลุ่มนี้มีตัวหนึ่งที่เป็นอาจารย์ เป็นมหาอาจารย์ของพวกมัน เป็นผู้ถ่ายทอดธรรมวิถีกวนอิมให้แก่พวกมัน ดังนั้นในแต่ละวันพวกมันจึงออกไปบำเพ็ญสมาธิกลุ่มตามสถานที่ต่างๆ บังเอิญในวันนั้นได้ไปบำเพ็ญสมาธิกลุ่มที่เหมี่ยวลี่ เวลานั้นเป็นฤดูหนาวอาจจะไปผิงตง เพราะที่ผิงตงอากาศจะอุ่นกว่า อาจารย์ท่านนี้เพียบพร้อมไปด้วยความเฉลียวฉลาดและมหาสติปัญญา ท่านได้ผ่านการบำเพ็ญมาแล้วหลายหมื่นพันล้านกัลป์ บุคลิกจึงดูสง่างาม ใบหน้าแจ่มใส แสงสว่างแห่งปัญญาสว่างเจิดจ้า ตาปัญญาใหญ่มาก

พอได้ยินเรื่องเศร้าโศกที่มาจากในวังแล้ว มันก็ล้มลงไปทันทีเหมือนกับเสียชีวิตไปแล้ว ล้มตายอยู่ในอ้อมกอดของขันทีผู้นี้ ไม่มีลมหายใจเหลืออยู่ ตายแล้วจริงๆ! ตายแล้ว 100 % ไม่ว่าขันทีผู้นี้จะเขย่าร่างกายมันสักเท่าไรก็ไม่ฟื้น สลบไปแล้ว ตายแล้ว! เขาตักน้ำให้มันดื่ม อ้าปากของมันและพยายามเอาของใส่เข้าไปในปากของมัน มันก็ปฏิเสธ ไม่ยอมกิน ยอมตายถึงที่สุด ขนบนตัว ขนคิ้ว ขนตาไม่กระดิกแม้แต่เส้นหนึ่ง นอนคาพุทอยู่ที่ตรงนั้น (คาพุท หมายความว่าตาย)

ขันทีผู้นี้รู้สึกผิดหวังมากไม่ได้รับคำชี้แนะใดๆ เลย ไม่ทราบว่าทำไมหลังจากที่ติดต่อกับมันแล้วมันจึงตายทันที ในที่สุดเขาก็ทิ้งร่างของมันไว้ข้างทางและเดินทางกลับ แต่ตอนที่เขานำร่างของนกแก้วตัวนี้ทิ้งไว้ข้างทาง นกแก้วก็ได้ฟื้นขึ้นมาและบินออกไปทันที ตา!ๆๆ ลา!ๆๆ...... มันคงบินไปผิงตงแล้ว บินไปพร้อมนกแก้วกลุ่มที่อยู่ข้างหน้า ไปยังผิงตง บำเพ็ญสมาธิกลุ่ม พอขันทีผู้นี้ได้เห็นเข้าก็รู้สึกประหลาดใจมาก เขาไม่เข้าใจว่าทำไมเป็นเช่นนี้ไปได้ เขายืนงงอยู่ตั้งนาน

ในที่สุดเขาก็ตัดสินใจเดินทางกลับพระราชวัง เพราะเขาไม่อาจยืนตัวแข็งอยู่ที่นั่นได้ทั้งวัน นกแก้วในวังตัวนี้พอเห็นขันทีเดินทางกลับมาก็รู้สึกดีใจ ทั้งสองได้จับมือทักทายกัน กอดกัน จูบกันและถามถึงสารทุกข์สุกดิบกัน เช่น พูดว่า "เจ้าผอมไป"

อีกคนหนึ่งก็จะบอกว่า "เจ้าอ้วนขึ้นหน่อย"  เป็นการทักทายตามมารยาทที่น่าเบื่อของโลกทิพย์  ขันทีอยากจะเล่าเรื่องสนุกสนานหรือนิทานที่แปลกประหลาดจากการเดินทางครั้งนี้ให้นกแก้วฟัง แต่นกแก้วไม่อยากฟังโดยบอกไปว่า "ไม่มีประโยชน์ เจ้าไม่ต้องพูดต่อไปแล้ว! เจ้าไปกินอะไร เล่นอะไร เจ้าไปเที่ยวคาราโอเคะ เจ้าไปเต้นรำ เจ้าจะไปเห็นสาวงามที่ไหนมา มันมีประโยชน์อะไร เมื่อเจ้าเป็นขันที เจ้าจะเล่าถึงเรื่องราวของสาวงามเหล่านั้นไปทำไม มันไม่เห็นสนุกตรงไหนเลยที่เจ้าไปเต้นรำกับใคร!

นกแก้วกล่าวว่า "โอเค! อย่าพูดถึงเรื่องเหล่านี้เลย! เจ้าได้พบเพื่อน ญาติพี่น้องของข้าบ้างไหม?"  ขันทีตอบว่า "ได้พบแล้ว!ๆ ข้าได้พบกลุ่มหนึ่ง ดูเหมือนว่าพวกมันกำลังจะไปนั่งสมาธิกลุ่ม ตาปัญญาของนกแก้วแต่ละตัวนั้นดูใหญ่และสว่างเจิดจ้ามาก ทีแรกข้าเห็น ข้าก็ตกใจ โอ้โฮ! น่าเลื่อมใสจริงๆ! สง่างามทีเดียว! ลักษณะบ่งบอกว่าเป็นผู้มีบุญวาสนาสูง หางและหน้าท้องใหญ่มาก ไหล่ก็สง่างาม เวลาบินอยู่ในท้องฟ้าเหมือนกับเทวทูต..."

นกแก้วเริ่มรำคาญและบอกว่า "ข้าไม่ได้ถามว่าพวกมันมีลักษณะอย่างไร พวกมันมีพูดถึงเรื่องของข้าบ้างหรือเปล่า พวกมันจะมาปลดปล่อยข้าหรือเปล่า?"  ขันทีบอกว่า "เปล่าๆ พวกมันดูเหมือนว่าพูดภาษาแบบเดียวกับเจ้าไม่เป็น แม้ว่าตาปัญญาของพวกมันจะเปิด แต่ปากกลับไม่เปิด ไม่สามารถสื่อกันด้วยภาษามนุษย์ได้ เพราะฉะนั้นพวกมันก็เลยไม่ได้พูดอะไรกับข้า แต่พอเจ้าถามถึงก็ทำให้ข้าจำได้ว่ามีเรื่องบางอย่างที่แปลกประหลาดซึ่งยากที่จะเข้าใจได้เกิดขึ้น หลังจากที่ข้าเล่าเรื่องของเจ้าให้พวกเขาฟังแล้ว มีนกแก้วตัวหนึ่งบินลงมาที่มือของข้า แต่ข้ายังไม่ทันดีใจ มันก็ตายเสียแล้ว

มัน แกล้งตาย และนอนอยู่ที่นั่น ข้าพยายามเขย่ามัน เอาน้ำให้มันดื่ม เอาของที่อร่อยให้มันกิน แต่มันไม่กิน ไม่ดื่ม ข้าเอาของกินที่หอมมาก อร่อยมากและเป็นของที่หายากให้มันกิน มันก็ไม่กิน น้ำอย่างดีซึ่งเป็นน้ำที่เอามาจากแม่น้ำอมฤตในเหมี่ยวลี่ มันก็ไม่สนใจไม่ยอมกินไม่ยอมดื่ม หลังจากนั้นก็แกล้งตาย ข้าคิดว่ามันตายแล้วจริงๆ! ก็เลยนำร่างของมันไปทิ้งไว้ข้างทาง แต่พอข้าทิ้งร่างมันลงเท่านั้นแหละ มันกลับบินขึ้นสู่ท้องฟ้าทันที ดูอิสระและสงบสุขมาก แถมยังพูดกับข้าว่าลาก่อน! กุู๊ดบาย... ดูเหมือนว่ามันจะพูดได้หลายภาษา เดิมทีข้าคิดว่ามันสื่อกันด้วยภาษาไม่เป็น หลังจากนั้นข้าก็คิดว่ามันตายแล้ว แต่ผลสุดท้ายที่ปรากฏให้เห็นกลับเป็นเช่นนี้ แปลกประหลาดจริง! จนถึงเวลานี้ข้ายังคิดไม่ออกว่ามันหมายความว่าอย่างไร?"

หลังจากที่นกแก้วได้ฟังเรื่องจบลง มันก็แกล้งทำเป็นเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น โดยพูดว่า "ดีแล้ว!ๆ ต้องขอขอบคุณเจ้ามาก! ข้าก็รู้สึกแปลกใจเหมือนกัน มันเป็นเรื่องราวที่แปลกประหลาดจริงๆ! ทำไมมันถึงประหลาดเช่นนี้?"  หลังจากนั้นต่างคนต่างก็กลับเข้าห้องของตน ขันทีต้องรีบไปดูแลเรื่องอื่น ส่วนนกแก้วตัวนี้ก็เพลิดเพลินกับการรับประทานอาหาร

ในตอนเช้าของทุกๆ วันเจ้าหญิงจะเสด็จมาเยี่ยมมัน พอถึงวันรุ่งขึ้นเจ้าหญิงได้เสด็จมาเยี่ยมนกแก้ว แต่พอมองเข้าไปในรังก็เห็นแต่ร่างที่ตายแล้วของนกแก้วนอนอยู่ เจ้าหญิงทรงกริ้วมากและดุด่าคนรับใช้ว่า "พวกเธอฆ่ามันตาย!ๆ "   พระองค์จนปัญญา จึงได้รับสั่งให้คนรับใช้นำร่างที่ตายไปแล้วนั้นไปทิ้ง พอคนรับใช้เหล่านั้นเปิดหน้าต่างออกและโยนร่างของนกแก้วทิ้งไป เมื่อนั้นแหละขันทีที่เป็นที่ปรึกษาของนกแก้วจึงได้เข้าใจเรื่องประหลาดที่เกิดขึ้นทั้งหมดว่าหมายความว่าอย่างไร!

พวกเธอเข้าใจไหม? (ทุกคนตอบ: แกล้งตาย!) แกล้งตาย! ใช่แล้ว! สำหรับพวกเราก็ควรแกล้งตายต่อโลกใบนี้ พวกเรารู้คุณค่าของโลกนี้ พวกเรารู้ว่าการที่เราจะได้กายเนื้อของมนุษย์ มันยากมาก แต่พวกเราก็ไม่นำข่าวนี้ไปบอกให้พญามารรู้ พญามารคืออะไร? มันคือสมองของเรา! อย่าไปฟังคำสั่งมัน อย่าไปเล่นกับมัน อย่าคิดว่าโลกนี้มันดีเลิศประเสริฐสุดสำหรับเรา เมื่อพวกเราตายต่อโลกนี้แล้ว ดวงวิญญาณของเราจึงจะเริ่มฟื้ื้นคืนชีพขึ้นมา เพราะฉะนั้นตั้งแต่โบราณกาลจนถึงปัจจุบัน มหาอาจารย์ทุกๆ ท่านจึงบอกพวกเราว่าเราควรจะ "ตาย" ต่อโลกนี้ ซึ่งหมายความว่าไม่ควรยึดติดสิ่งใดๆ ไม่ควรที่จะยึดติดอาลัยอาวรณ์โลกนี้ ต้องทำตัวอยู่ในสภาพคล้ายคนตาย เราจึงจะเป็นอิสระ เพราะโดยแท้จริงแล้วหากเราคิดที่จะรับผิดชอบต่อมนุษย์ในโลกทุกวันตั้งแต่เช้าจรดเย็น เป็นต้นว่า การเสียมารยาทมันดูน่าเกลียดเกินไป จนเป็นเหตุที่ว่าเราจะต้องปรนนิบัติต่อกันไปมาเพื่อที่จะทำให้ฝ่ายตรงข้ามไม่เสียใจ เพื่อที่จะไม่ให้ผู้อื่นติเตียนว่าเราไม่ดี เช่นนี้เป็นต้น แท้จริงแล้วมันทำให้เราเสียเวลาไปมาก!

วันนี้เราต้องไปร่วมงานเลี้ยงฉลองวันเกิดของคนนี้ พรุ่งนี้เราต้องไปงานระลึกถึงวันตายของคนนั้น มะรืนนี้เราต้องไปงานแต่งงานของอีกคนหนึ่ง และวันต่อไปเราก็ต้องไปเป็นพยานในคดีหย่าที่ศาล เพราะว่าเป็นคนใจบุญ! เป็นผู้รักษามารยาท แล้วเรายังจะมีเวลาเหลือได้ยังไง?

วันนี้เราต้องรับฟังเรื่องสารทุกข์สุกดิบจากการพูดคุยทางโทรศัพท์ มะรืนนี้เราก็ต้องพูดคุยเรื่องที่ไร้สาระกับเพื่อนอีก เรายังต้องอ่านหนังสือพิมพ์ ดูโทรทัศน์ อย่างน้อยที่สุดเราจะต้องดูข่าวเพื่อจะได้รู้ว่าใครฆ่าใครตายบ้าง แล้ววันรุ่งขึ้นล่ะ จะเป็นยังไง? ถ้าหากเรามีญาติพี่น้องเพื่อนฝูงเยอะ มันจะทำให้ยุ่งวุ่นวายสุดขีด ฉะนั้นการที่จะหาเวลาบำเพ็ญในโลกนี้จึงค่อนข้างยากลำบาก ถ้าหากว่าเราถูกผูกมัดไว้เช่นนี้แล้ว คือ ถูกผูกมัด ไว้ทุกทิศทุกทาง เราจะไม่สามารถเดินออกไปสู่ความเป็นอิสระได้ ถ้าเราไม่แกล้งตายก็คงไม่มีหนทางอื่นอีกแล้ว!

สภาพของการแกล้งตายเป็นอย่างไร ก็คือเราแกล้งหูหนวก แกล้งโง่เพื่อให้พวกเขาเข้าใจผิด เสร็จแล้วพวกเขาจะด่าว่าเราอย่างไรก็ไม่เป็นไร พวกเราก็ยังคงจะต้องมีขอบเขต รู้ว่าอะไรสำคัญควรพิจารณาเป็นอันดับแรก อะไรที่เราสามารถทำได้ เราก็ทำ ถ้าทำไม่ได้ก็ปล่อยวางมัน แกล้งตาย แกล้งเสียมารยาท แกล้งทำเป็นไม่รู้ว่าวันนี้เป็นวันเกิดเขา แกล้งไม่รู้ว่าพรุ่งนี้เป็นวันตายของเขา

ถ้าหากเรามีเวลา ถ้าชีวิตของเรายังพอทำได้ เราก็สมควรที่จะรักษามารยาทหน่อย ถ้าหากชีวิตของเรานั้นวุ่นวายอยู่แล้ว แถมยังถูกผูกมัดติดกับสิ่งมากมาย เราก็ต้องหาวิธีการมาแก้เชือกหลายเส้น อย่างน้อยที่สุดทำให้มือทั้งสองข้างของเราเป็นอิสระ มิฉะนั้นแล้วถ้าเราถูกมัดไว้ทั้งตัว จะเคลื่อนไหวได้อย่างไรกัน? เราไม่สามารถแกล้งตายได้ 100% แต่ก็สามารถแกล้งตายได้ 80 %เท่านี้ก็พอที่จะทำให้เราเป็นอิสระได้แล้ว

เหมือนอย่างนกแก้วตัวนั้น ถ้าหากมันไม่แกล้งตายให้สมจริง มันแกล้งตายเพียง 80% หรือแกล้งป่วย ผู้คนจะต้องนำมันไปหาหมอ ถึงเวลานั้นค่อยหาทางบินหนีก็ได้ แต่มันจะเสี่ยงอันตรายเกินไป ดังนั้นแกล้งตายให้สมจริงจะดีที่สุด เวลาคนนำร่างมันไปโยนทิ้ง มันก็บินหนีไปทันที

ผู้บำเพ็ญอย่างพวกเราก็เหมือนกัน เราดำรงชีวิตอยู่ในโลกนี้โดยไม่ขาดแคลนอะไรแต่เรารู้สึกไม่เป็นอิสระ สิ่งที่เราต้องการมากที่สุดก็คือการหลุดพ้น การหลุดพ้น คืออะไร? ก็คือเราไม่มีความอยากได้และไม่มีความโลภอีก ชีวิตของเราดำรงไปด้วยความสงบสุขและพึงพอใจ ภายในของเรามีความสุขมาก ในขณะเดียวกันเราก็สามารถจัดการกับเรื่องภายนอกของเราได้ดี เวลานั้นเราก็หลุดพ้นทั้งที่มีชีวิตอยู่! ต่อมาเวลาตายจากโลกนี้ไป เนื่องจากเราหลุดพ้นแล้วในชาตินี้ ชาติหน้าของเราก็จะต้องหลุดพ้นอย่างแน่นอน เป็นเพราะว่าเวลามีชีวิตอยู่เราไม่ยึดติดกับโลก และเวลาตายเราก็ไม่ยึดติดโลกนี้ เหมือนนกแก้วตัวนี้ อยู่ในรังมีอาหารรสดีมันก็ไม่อยากกิน ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเมื่อเวลามันบินเมื่อเวลามันได้เป็นอิสระ มันก็ยิ่งไม่อยากได้สิ่งเหล่านี้อีกอย่างแน่นอน ผู้บำเพ็ญก็เหมือนกันมีสภาพคล้ายกับนกแก้วตัวนี้!