วิธีที่จะค้นพบทรัพย์สมบัติภายใน | |||||||||||
![]() |
|||||||||||
|
|||||||||||
ถ: บุคคลผู้นี้ฝึกสมาธิมาสิบปีแล้วและกินมังสวิรัติมา 12 ปีแล้ว บางครั้งเขาก็มีความฝันที่กลายมาเป็นความจริง มันกลายเป็นความจริงประมาณ 80% อะไรคือเหตุผลสำหรับเรื่องนี้? |
|||||||||||
อ:
มันเป็นผลมาจากการฝึกบำเพ็ญและการกินมังสวิรัติของเราร่วมกันทั้ง 2 อย่าง
เพราะว่าเรากินมังสวิรัติ ร่างกายของเราจึงมีภาระน้อยลงจากสัญชาตญาณและเลือดเนื้อของสัตว์
และเราก็มีความบริสุทธิ์มากขึ้นในกายและใจ
ฉะนั้นมันจึงง่ายขึ้นที่เราจะได้รับข่าวสารต่างๆ ทางจิตวิญญาณ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาเราทำสมาธิ
เราก็ทำให้จิตใจที่พลุ่งพล่านของเราสงบลงไปบ้าง
แล้วข่าวสารทางจิตวิญญาณต่างๆก็จะสามารถไหลซึมผ่านเข้ามาได้
ไม่อย่างนั้นพระเจ้า พุทธะและผู้คนตัวตนทางจิต
วิญญาณทั้งหลายก็เตรียมตัวอยู่ข้างๆ เสมอ
คอยช่วยเราในหลายวิถีทางและตอบรับคำสวดอธิษฐานของเรา
แต่ว่าเราก็ไม่เคยได้รับเลยเพราะว่าในใจเรายุ่งวุ่นวายและส่งเสียงหนวกหูมากไป
และร่างกายและจิตใจของเรามีสสารวัตถุต่างๆ
อัดแน่นไปหมดโดยเฉพาะจากแรงสั่นสะเทือนในระดับที่ต่ำกว่าของสัตว์ เพราะฉะนั้นตอนนี้เธอเข้าใจคำอธิบายที่เป็นเหตุเป็นผลของอาหารมังสวิรัติและก็การบำเพ็ญสมาธิแล้ว สิ่งที่ต่ำกว่าและสิ่งที่สูงกว่าไม่สามารถผสมผสานกันได้ ถ้าเธออยู่ใกล้กับระดับการดำรงอยู่ทางวัตถุทางร่างกายหรือใกล้กับอาณาจักรของสัตว์มากขึ้น เราก็ไม่มีทางจะอยู่ใกล้กับอาณาจักรของพระเจ้าหรือฐานันดรทางจิตวิญญาณมากขึ้น |
|||||||||||
ถ: การประทับจิตและการทำสมาธิเหมือนกันหรือไม่? ถ้าเหมือน เราจะสามารถลบล้างกรรมในอดีตและปัจจุบันได้หรือไม่? | |||||||||||
อ: ข้อแรก
การประทับจิตคือการเปิดพลังสมาธิความคิดของเธอ แล้วเธอก็สามารถทำสมาธิได้
แน่นอนเราสามารถลบล้างกรรมที่เราสะสมไว้ไปได้
พลังอาจารย์สามารถทำอย่างนั้นให้เธอได้
และก็เหลือกรรมเพียงนิดหน่อยไว้ให้เธอได้ดำเนินชีวิตต่อไปในชาตินี้
ไม่อย่างนั้นเธอก็ตายไปเลย ถึงแม้ว่ากรรมจะเป็นมายาลวงตาลวงใจ
แต่มันก็จำเป็นสำหรับผู้ที่อยู่ในร่างกายเนื้อนี้ มิฉะนั้นเราก็ไม่มีเหตุผล
ไม่มีข้ออ้างที่จะอยู่ในโลกวัตถุนี้
แต่ด้วยการฝึกบำเพ็ญสมาธิเท่านั้นเราจึงจะตระหนักในธรรมชาติอันเป็นมายาของกรรม
ดังนั้นเราจึงเป็นอิสระจากกรรม ถึงแม้ว่าดูภายนอกเราจะยังทำอะไรต่างๆ
ที่เป็นกรรมต่อไปเพื่อปฏิบัติหน้าที่ในโลกนี้
นั่นคือข้อแตกต่างระหว่างบุคคลที่เป็นอิสระหลุดพ้นแล้วกับคนที่ยังไม่เป็นอิสระหลุดพ้น ทั้งคู่ดำเนินชีวิตไปตามแบบแผนแห่งกรรมแบบเดียวกัน แต่คนหนึ่งตระหนักในธรรมชาติที่เป็นมายาของกรรม ส่วนอีกคนยังจมดิ่งอยู่ในกับดักของบทบาทหน้าที่แห่งกรรมนี้ กรรมไม่ได้น่ากลัวอะไร สิ่งที่น่ากลัวอยู่อย่างเดียวก็คืออวิชชา ความไม่รู้ของเราที่เราไม่เข้าใจธรรมชาติของกรรม |
|||||||||||
![]() |
|||||||||||
ถ: ทำไมเราจึงต้องเวียนว่ายตายเกิดไปเรื่อยๆ จนกว่าเราจะไปถึงนิพพาน? อะไรคือสาเหตุ อะไรคือเหตุผลของการเกิดในครั้งแรก? | |||||||||||
อ:
เรามาที่นี่กันก็เพราะว่าเราอยากจะเข้าร่วมในละครสร้างสรรค์
ถ้าพวกเราไม่เข้ามาร่วม ก็ไม่มีการสร้างสรรค์และไม่มีอะไรสนุกๆ
เพราะฉะนั้นแต่ละคนจึงเข้ารับงานหน้าที่อย่างหนึ่งในโลกนี้
แล้วก็พยายามจะทำงานนี้ให้สำเร็จลุล่วงไป
เพราะฉะนั้นดั้งเดิมเลยก็มีผู้คนระดับต่างๆ แตกต่างกัน มีงานหน้าที่ต่างๆ
และไม่มีใครรังเกียจว่าเขาจะมีตำแหน่งต่ำหรือสูง
หรือว่าเขาจะได้รับพรให้ร่ำรวยหรือว่าจะถูกกำหนดให้เป็นขอทานคนหนึ่งบนถนน
ไม่มีใครรังเกียจเลยในตอนเริ่มแรกของ ละคร ของเรา แต่หลังจากเวลาผ่านไป
เราก็กลับกลายมายึดติดกับบทบาทของเราและเราหันมาสงสารตัวเราเอง
หรือหยิ่งทะนงในตัวเอง และเราก็เสียวัตถุประสงค์ของ ละคร ไป
นั่นคือเวลาที่เราเริ่มรู้สึกถึงความทุกข์ของการต้องการสิ่งนี้สิ่งนั้น
ของการเปรียบเทียบตำแหน่งฐานะต่างๆและพรต่างๆ ในโลกนี้
เราถือเอาว่าบทบาทที่เราเล่นเป็นเรื่องจริง
และยิ่งเรายึดติดในบทบาทของเรามากขึ้น เราก็ยิ่งจดจำวัตถุประสงค์ของ ละคร
ของเราได้น้อยลง เราจำความยิ่งใหญ่และต้นกำเนิดดั้งเดิมของเราได้น้อยลง แล้วเพราะว่าเรายึดติดกับบทบาทต่างๆ ของเรามาก เราจึงบอกว่าตัวเราเองเป็นขอทานที่เรากำลังเล่นบทนั้นอยู่ หรือว่าเป็นกษัตริย์ที่เราสวมตำแหน่งนั้นอยู่ เราพยายามทำเต็มที่ที่จะทำให้ชะตากรรมของเราดีขึ้น หรือเพื่อจะรักษาตำแหน่งที่สูงของเราไว้ และเราไม่เกรงกลัวที่จะทำอะไรเลวๆเพื่อที่จะให้สำเร็จสมความปรารถนา แล้วบทบาท ละคร ที่สนุกๆ ก็กลับกลายเป็นความทุกข์ ขณะที่เราพยายามจะทำให้ชะตากรรมของเราดีขึ้น พยายามรักษาตำแหน่งฐานะของเราเอาไว้ ความปรารถนาต้องการทั้งหลายก็เกิดขึ้น ถ้าความปรารถนาเหล่านั้นไม่ได้รับการสนองจนพอใจในชาตินี้ เราก็พยายามจะกลับมาอีกเพื่อต่อสู้ให้ได้สิ่งที่เราเชื่อว่ามันยุติธรรม นั่นคือวิธีที่เราทำให้ ละคร นั้นเสียไป และนั่นคือวิธีที่เราเวียนว่ายตายเกิดและทุกข์ทน เพราะฉะนั้น ดั้งเดิมเลยเรามาจากอาณาจักรของพระเจ้าหรือดินแดนของพุทธะเท่าเทียมกันหมด กษัตริย์ที่เกิดในโลกนี้ หรือว่าขอทานที่เกิดในโลกนี้ซึ่งเป็นเทวดาที่ยิ่งใหญ่เท่าเทียมกันหรือมีฐานันดรทางจิตวิญญาณที่เท่าเทียมกันในสวรรค์ ตอนนี้จึงเริ่มต่อสู้กันเพื่อแย่งชิงตำแหน่งฐานะ ความร่ำรวยและความมีชื่อเสียง นั่นคือวิธีที่เราเริ่มต้นทุกข์ นั่นคือวิธีที่เราไม่มีทางจะได้ออกจากการเวียนว่ายตายเกิดทางโลกวัตถุนี้ การรู้แจ้งเท่านั้นที่สามารถช่วยเราให้ฝ่าผ่านตำแหน่งฐานะและขอบเขตขวางกั้นที่เป็นมายานี้ไป เพื่อที่จะได้ตระหนักว่าดั้งเดิมเราเท่าเทียมกันหมดทุกคนในอาณาจักรของพระเจ้า ไม่มีอะไรที่เราจำเป็นจะต้องต่อสู้ให้ได้มา ไม่มีอะไรที่เราควรจะอับอาย ไม่มีอะไรที่เราควรจะหยิ่งภาคภูมิใจเกี่ยวกับความเป็นอยู่หรือการดำรงอยู่ทางร่างกายและตำแหน่งฐานะต่างๆ ในโลกนี้ เพราะฉะนั้นหลังจากรู้แจ้งแล้ว มันจึงเท่าเทียมกันสำหรับตัวเราไม่ว่าเราจะอยู่เพื่อเป็นกษัตริย์ปกครองประเทศไป หรือว่าเราจะสละทุกอย่างแล้วกลายเป็นพระออกภิกขาจารไปตามท้องถนน เมื่อมีการรู้แจ้งแล้วเราก็สามารถอยู่เป็นกษัตริย์และปกครองประเทศไปและก็ได้รับการเป็นอิสระหลุดพ้นไปด้วยในเวลาเดียวกัน ถ้าไม่มีการรู้แจ้งแล้วแม้แต่การกลายเป็นพระก็เป็นการแสดงกิริยาอาการที่ว่างเปล่าเท่านั้น ไม่ได้ทำให้เรามีการยกระดับทางจิตวิญญาณขึ้นแต่อย่างใด เพราะว่าการตระหนักรู้และการสำนึกรู้ภายในเท่านั้นที่ปลดปล่อยเราให้เป็นอิสระ ไม่ใช่แรงบังคับหรือลักษณะปรากฏหรือท่าทางการกระทำภายนอกที่สามารถนำสัจธรรมมาสู่เราได้ (คนปรบมือ) ขอบคุณ |
|||||||||||
ถ: เขาอยากจะทราบว่าหลังจากประทับจิตแล้ว วิถีชีวิตของเขาจะเปลี่ยนไปหรือไม่? | |||||||||||
อ: เปลี่ยนและไม่เปลี่ยน เปลี่ยนภายในไม่ใช่ภายนอก แน่นอน ลักษณะท่าทางภายนอกก็จะเปลี่ยนไปบ้างเช่นกัน ผู้ประทับจิตแล้วหลายคนกลายเป็นคนที่มีประโยชน์มากขึ้น สวยงามมากขึ้น มีความอดทนมากขึ้น มีความรักมากขึ้น แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการเปลี่ยนแปลงภายในจากความโง่เขลาไม่รับรู้มาเป็นปัญญา ในอีกประการหนึ่งก็คือเราไม่ได้เรียกร้องต้องการให้เปลี่ยนวิธีการดำรงชีวิต หรือเปลี่ยนงาน เปลี่ยนศาสนาใดๆ เลย | |||||||||||
![]() |
|||||||||||
ถ: หลังจากถือปฏิบัติตามการบำเพ็ญสมาธิของอาจารย์แล้ว ถ้าเราทำสมาธิกันเองจะมีอันตรายอะไรไหม?ถ้าเรามีปัญหาหรือข้อสงสัยบางอย่างเราจะสามารถหาข้อมูลได้จากใคร? | |||||||||||
อ:
ถ้าเธอปฏิบัติตามคำแนะนำสั่งสอนไปนั่นก็หมายความว่าเธอไม่ได้ทำมันเองอยู่แล้ว
เพราะฉะนั้นก็จะไม่มีอันตรายอะไร นอกจากนี้ผู้เป็นอาจารย์จะอยู่ทุกหนทุกแห่ง เธอสามารถได้รับคำตอบจากภายในเสมอ ผู้เป็นอาจารย์จะรู้เมื่อเธอตกอยู่ในอันตรายและจะช่วยเหลือเธอทันทีโดยที่เธอไม่ต้องร้องขอด้วยซ้ำ ถ้าเธอมีคำถามเกี่ยวกับความรู้ความเข้าใจใดๆ แน่นอนเธอสามารถจะเขียนมาถึงฉันหรือที่ศูนย์ของเราได้ มาดูศูนย์ของเรา และผู้บำเพ็ญที่อาวุโสหรือพระนักบวชของเราบางคนจะช่วยเธอได้ แต่ว่านั่นเป็นแค่ตอนเริ่มต้นเท่านั้นนะ ต่อไปเธอจะรู้ทุกสิ่งทุกอย่างจากภายใน เธอจะไม่มีคำถาม ไม่มีข้อสงสัย ไม่มีความปรารถนาต้องการอะไรอีกต่อไป เพียงแต่ทำหน้าที่ซึ่งเต็มไปด้วยความรักของเธอให้สำเร็จไปและมีความสุขกับพรภายในทั้งหลาย อาจารย์ทางจิตวิญญาณที่แท้จริงต้องเป็นผู้ที่อยู่ทุกหนทุกแห่ง ต้องรู้อารมณ์และความปรารถนาต้องการของลูกศิษย์ทุกคนในมุมต่างๆ ของโลกและในจักรวาล ไม่อย่างนั้นถ้าเธอพึ่งพาอยู่กับการมาอยู่ในที่นั้นของร่างกายเนื้อของอาจารย์ในเวลาที่มีปัญหาความลำบากและในเวลาฉุกเฉิน มันก็จะสายไป เพราะฉะนั้นฉันจึงแนะนำลูกศิษย์ของฉันไม่ให้เร่งรีบออกไปสั่งสอนผู้คน พวกเขาต้องคอยจนกว่าพวกเขาจะบรรลุถึงอย่างน้อยๆก็ระดับทางจิตวิญญาณในระดับอาจารย์แล้ว เพื่อจะช่วยลูกศิษย์ทั้งหลายได้ในทุกหนทุกแห่ง ไม่อย่างนั้นอาจารย์คนใดที่ยังไม่บรรลุถึงสภาวะที่อยู่ทุกหนทุกแห่งนี้ก็ไม่ควรจะอาจหาญลองเสี่ยงภัยในสมรภูมิทางจิตวิญญาณนี้และก็นำผู้อื่นไปตกอยู่ในอันตราย เพราะฉะนั้น ไม่ต้องกลัว ถ้าฉันสอนเธอ ฉันก็จะดูแลเธอ ฉันสัญญา (คนปรบมือ) |
|||||||||||
|